ยามเย็น ผู้บังคับการสวี่กลับจากกองบัญชาการทหาร ก็เรียกเสิ่นถังไปพบที่ห้องหนังสือ
ในห้องหนังสืออบอวลไปด้วยควันบุหรี่ ผู้บังคับการสวี่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ ที่เขี่ยบุหรี่ตรงหน้าเต็มไปด้วยก้นบุหรี่ เขามองเสิ่นถังอยู่นานกว่าจะเอ่ยปาก
“พ่อของเธอติดตามฉันมาสิบสองปี”
เสิ่นถังยืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน
“ศึกที่สวีโจว คนที่ควรตายเดิมทีคือฉัน” น้ำเสียงของผู้บังคับการสวี่ต่ำลึก ราวกับเค้นออกมาจากอก “เขาเอาตัวมาบังกระสุนนัดนั้นแทนฉัน”
เขากดบุหรี่ลงในที่เขี่ยบุหรี่ ดับแล้วกดซ้ำอย่างแรง
“ต่อจากนี้เธอก็เป็นลูกสาวของฉัน สวี่ผู้นี้ ใครกล้านินทาเธอลับหลังแม้แต่คำเดียว...”
เขาพูดไม่จบ แต่เสิ่นถังเข้าใจดีว่าคำพูดที่เหลือมีน้ำหนักเพียงใด
เธอก้มหน้า รับคำเบา ๆ ว่า “ค่ะ”
ผู้บังคับการสวี่เงียบไปนาน สุดท้ายก็พูดเพียงว่า “ไปพักผ่อนเถอะ”
ตอนเสิ่นถังเดินออกจากห้องหนังสือ เธอก็ชนเข้ากับใครคนหนึ่งตรงหัวมุม
เป็นสวี่เจ๋อหมิง
เขายอง ๆ อยู่ตรงมุมกำแพง มือกำมีดเล่มเล็กไว้แน่น—เล่มเดียวกับที่ใช้สลักนาฬิกาพก เธอไม่รู้ว่าเขามานั่งอยู่ตรงนี้นานแค่ไหน และได้ยินไปมากน้อยเพียงใด
ทั้งสองสบตากันชั่วขณะ
สวี่เจ๋อหมิงเป็นฝ่ายหลบตาก่อน เขาลุกขึ้น ยัดมีดในมือลงกระเป๋า แล้วเดินผ่านเธอไป
เดินไปได้สองก้าว จู่ ๆ เขาก็หยุด หันหลังให้เธอ น้ำเสียงอู้อี้
“พ่อฉันไม่เคยพูดกับใครมากขนาดนี้”
พูดจบเขาก็เดินจากไป
เสิ่นถังยืนนิ่ง มองแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นหายลับไปตรงปลายระเบียง แสงสนธยาลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ทอดเงาของเธอให้ยาวเหยียด
เธอคิดว่า คนในบ้านหลังนี้ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างกำลังประเมินเธอด้วยวิธีของตัวเอง
บางคนใช้คำซุบซิบนินทา บางคนใช้ความเงียบ บางคนใช้มีดเล็ก ๆ กับนกที่ตายแล้ว
ส่วนสิ่งเดียวที่เธอทำได้ คือยืนตัวตรง รอให้พวกเขาประเมินจนพอใจ
เสิ่นถังย้ายมาอยู่บ้านสวี่ได้ราบรื่นกว่าที่เธอคิดไว้มาก
ฮูหยินสวี่เป็นคนใจอ่อน วันที่สามหลังเธอมาถึง ฮูหยินก็จัดห้องปีกตะวันออกที่สวี่เจ๋อหมิงเคยอยู่ตอนเด็กให้เรียบร้อย เปลี่ยนผ้าม่านใหม่ เพิ่มโต๊ะเครื่องแป้ง และวางต้นเหวินจู๋ไว้บนขอบหน้าต่าง นางบอกว่าเด็กผู้หญิงโตแล้วก็ควรมีห้องของตัวเอง
“ต่อไปที่นี่ก็คือบ้านของหนู อย่าทำตัวเป็นแขกอยู่ตลอดเลย”
เสิ่นถังยืนนิ่ง ได้กลิ่นน้ำมันใส่ผมหอมมะลิจาง ๆ จากตัวนาง
แม่ของเธอเสียชีวิตตอนคลอดเธอ เรื่องนี้เป็นข้อห้ามในบ้าน ปู่ไม่พูดถึง พ่อก็ไม่พูดถึง เธอเคยเห็นเพียงรูปถ่ายเก่าเหลืองใบหนึ่ง ในภาพหญิงสาวเกล้ามวยกลม ใบหน้าอ่อนโยน ดูไม่เหมือนเธอสักนิด
ปู่เป็นบัณฑิตหัวเก่า เชื่อคำกล่าวที่ว่า “หยกไม่เจียระไนย่อมไม่เป็นหยกงาม” ตอนเธออายุหกขวบ เธอทำถ้วยชาหล่นแตก จึงถูกลงโทษให้คัดตำราสตรีติดต่อกันถึงสามวัน ปู่บอกว่า แม่ของเธอไม่อยู่แล้ว เขายิ่งต้องอบรมเธอให้ดี ไม่อย่างนั้นพอแต่งเข้าบ้านสามี คนอื่นจะหาว่าตระกูลเสิ่นไร้กฎระเบียบ
เธอไม่เคยได้รับคำชมจากปู่สักคำ ทำถูกก็เป็นเรื่องที่ควรทำ ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ
เพราะอย่างนั้น ตอนฮูหยินสวี่จับมือเธอแล้วพูดว่า “ต่อไปที่นี่ก็คือบ้านของหนู” บางสิ่งในใจเสิ่นถังคล้ายก้อนน้ำแข็งที่แช่แข็งมานาน จู่ ๆ ก็ถูกวางไว้ใต้แสงอาทิตย์
ส่วนการเรียกอีกฝ่ายว่า “แม่” นั้นเกิดขึ้นในภายหลัง
วันนั้นผู้บังคับการสวี่กลับจากค่ายทหาร และจัดโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกับข้าว กินไปได้ครึ่งหนึ่ง เขาก็วางตะเกียบลง มองเสิ่นถังแล้วพูดว่า “ฉันกับพ่อของเธอสนิทกันถึงขั้นยอมตายแทนกันได้ เขาเอาชีวิตปกป้องฉัน ฉันก็จะเอาชีวิตปกป้องเธอ ต่อไปเรียกฉันว่าพ่อเถอะ จะได้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม”
พูดจบเขาก็ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียว ไม่เปิดโอกาสให้เธอปฏิเสธ
เสิ่นถังลุกขึ้น ถือถ้วยชาไว้ แล้วเรียกอย่างจริงจังว่า “พ่อค่ะ”
จากนั้นเธอก็หันไปหาฮูหยินสวี่
ฮูหยินสวี่กำลังมองเธอ ดวงตาเป็นประกายด้วยหยาดน้ำตา
“แม่ค่ะ”
ฮูหยินสวี่รับคำ แล้วน้ำตาก็ไหลลงมา นางยื่นมือดึงเสิ่นถังเข้าไปกอด พลางตบหลังเธอเบา ๆ พูดซ้ำไปมาว่า “เด็กดี เด็กดี” ทั้งเสียงหัวเราะทั้งสะอื้น
เสิ่นถังซบหน้าลงตรงซอกไหล่ของฮูหยินสวี่ สูดกลิ่นน้ำมันใส่ผมหอมมะลินั้น แล้วบอกตัวเองในใจว่า นี่คือแม่ ต่อไปนี้นางก็คือแม่ของเธอ
ผู้บังคับการสวี่พูดว่าจะรับเธอเป็นลูกก็ทำจริง วันรุ่งขึ้นเขาก็ให้คนนำลำดับวงศ์ตระกูลออกมา แล้วเพิ่มชื่อเสิ่นถังลงไป
ข่าวแพร่ไปอย่างรวดเร็ว
วันที่สาม สะใภ้สามจากตระกูลสวี่ก็มาเยี่ยม นางเป็นหญิงร่างผอมเพรียว ใบหน้าประโคมแป้งหนา พอยิ้มแป้งก็ร่วงลงมา นางจับมือเสิ่นถัง มองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วยิ้มเอ่ยว่า “เป็นเด็กสาวที่งามจริง ๆ พี่สะใภ้ใหญ่ช่างมีวาสนาดี”
เสิ่นถังเรียกอีกฝ่ายอย่างเรียบร้อยว่า “อาสะใภ้สาม”
อาสะใภ้สามเอ่ยชมอีกสองสามคำ ก่อนจะตามฮูหยินสวี่เข้าไปคุยในห้องด้านใน เสิ่นถังตั้งใจจะไปดูในครัวว่ายาของฮูหยินสวี่ต้มเสร็จหรือยัง ระหว่างเดินผ่านหน้าประตูห้องด้านใน เธอก็ได้ยินเสียงพูดคุยแผ่วเบาจากข้างใน
“พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันรู้ว่าพี่ใจดี แต่ถึงอย่างไรเด็กคนนี้ก็เป็นคนนอกตระกูล พี่เขียนชื่อเธอลงในลำดับวงศ์ตระกูล แล้วทรัพย์สินของบ้านนี้ต่อไป...”
“น้องสะใภ้สาม” เสียงฮูหยินสวี่แผ่วเบา แต่ตัดบทอย่างเด็ดขาด “นี่เป็นเรื่องของบ้านใหญ่เรา”
ในห้องเงียบไปชั่วครู่
พอเสียงอาสะใภ้สามดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงยิ้มแย้มก็จืดจางลง “พี่สะใภ้ใหญ่พูดถูก ฉันปากมากไปเอง เพียงแต่ข้างนอกมีคนพูดกันเยอะ ฉันก็แค่คิดแทนพวกพี่”
เสิ่นถังยืนนิ่งอยู่นอกประตู มือวางอยู่บนกรอบประตู
เธอยืดหลังตรงเหมือนวันแรกที่ก้าวเข้ามา จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป ฝีเท้าแผ่วเบาราวกับกลัวจะไปรบกวนอะไรเข้า—และคล้ายกลัวว่าจะมีใครได้ยิน
คืนนั้น ตอนเสิ่นถังยกน้ำล้างเท้าไปให้ฮูหยินสวี่ นางก็จับมือเธอไว้ทันที
“คำพูดของอาสะใภ้สาม หนูได้ยินหมดแล้วใช่ไหม”
นิ้วมือของเสิ่นถังหดเกร็งเล็กน้อย
ฮูหยินสวี่ถอนหายใจ กุมมือเธอไว้ในอุ้งมือ “อาถัง จำไว้นะ ตั้งแต่วันที่หนูเรียกฉันว่าแม่ หนูก็เป็นลูกสาวของฉันแล้ว ลูกแท้ ๆ ใครมาถามก็ตอบไปแบบนี้”
เสิ่นถังก้มหน้า รับคำเบา ๆ ว่า “ค่ะ”
เธอไม่กล้าเงยหน้า เพราะกลัวว่าถ้าเงยขึ้นมา น้ำตาจะกลั้นไว้ไม่อยู่
ฮูหยินสวี่ดูแลเธออย่างเอาใจใส่ยิ่งกว่าลูกแท้ ๆ เสียอีก
พอเข้าหน้าหนาว ฮูหยินสวี่กลัวเธอหนาว จึงให้คนเพิ่มเตาถ่านอีกเตาในห้องของเธอ สวี่เจ๋อหมิงที่นั่งแทะลูกแพร์อยู่ข้าง ๆ พูดเสียงขุ่นว่า “แม่ ห้องผมก็หนาวเหมือนกันนะ” ฮูหยินสวี่ไม่แม้แต่จะหันกลับมา “ตัวเธอหนาอย่างกับหนังควาย จะหนาวอะไร”
สวี่เจ๋อหมิงโยนแกนแพร์ลงบนโต๊ะ แล้วถลึงตามองเสิ่นถัง
เสิ่นถังค่อย ๆ สังเกตเห็นว่าฮูหยินสวี่ตามใจสวี่เจ๋อหมิงจากใจจริง ปีนต้นไม้จนเสื้อคลุมขาด ฮูหยินสวี่ก็แค่บ่นสองคำ ทำอาจารย์โมโหจนหนีไป นางก็เพียงถอนหายใจ เสิ่นถังมองอยู่ข้าง ๆ คำพูดที่เกือบหลุดจากปากกลับถูกกลืนลงไป
เธออยากพูดว่า แม่คะ ตามใจแบบนี้เกรงว่าจะไม่ดี แต่คำพูดของอาสะใภ้สามคล้ายหนามที่ทิ่มฝังอยู่ในใจ—“คนนอกตระกูล” เธอรู้ว่ามีสายตากี่คู่ในบ้านนี้กำลังจับจ้อง รอหาเรื่องตำหนิเธอ
ต่อมาสวี่เจ๋อหมิงก็ก่อเรื่องเกินไปจริง ๆ
เขาใช้หนังสติ๊กยิงลูกชายคนเล็กของผู้บังคับการโจวที่อยู่บ้านข้าง ๆ จนหน้าผากอีกฝ่ายปูดเป็นก้อนเขียวคล้ำ ฮูหยินโจวพาลูกมาถึงบ้าน ฮูหยินสวี่กล่าวขอโทษอยู่หลายครั้ง ทั้งยังมอบของบำรุงให้มากมาย กว่าจะส่งสองแม่ลูกกลับไปได้
