ฮูหยินสวี่จากไปในคืนวันนั้น
ผู้บังคับการสวี่นั่งเฝ้าหน้าป้ายวิญญาณของนางตลอดทั้งคืน ไม่พูด ไม่ขยับ ราวกับรูปสลักหิน พอฟ้าใกล้สาง เขาจึงลุกขึ้น แต่เข่าอ่อนจนต้องคว้าเก้าอี้ไว้ถึงจะยืนได้มั่นคง
เสิ่นถังยกชาร้อนเดินเข้าไปหา แล้วเรียกเบา ๆ ว่า “คุณพ่อ”
ผู้บังคับการสวี่รับชาไป แต่ไม่ได้ดื่ม เขามองเสิ่นถัง ริมฝีปากขยับเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเพียงประโยคเดียวว่า “ต่อจากนี้ บ้านหลังนี้คงต้องให้เธอช่วยดูแลมากหน่อย”
เสิ่นถังตอบว่า “ค่ะ”
เธอไม่ได้พูดอะไรเกินกว่านั้น เมื่อฮูหยินสวี่ไม่อยู่แล้ว เรื่องบางอย่างก็ย่อมตกมาอยู่บนบ่าของเธอ เธอรู้ดี
ตั้งแต่วันนั้นมา สวี่เจ๋อหมิงแทบไม่พูดอีกเลย
เขาไม่ซุกซน ไม่ปีนต้นไม้ ไม่ใช้หนังสติ๊กยิงเด็กบ้านข้าง ๆ อีก กลับจากโรงเรียนทุกวันก็จะมานั่งอยู่ใต้ระเบียง ตรงตำแหน่งที่ฮูหยินสวี่เคยนั่งเป็นประจำ นั่งอยู่นานแสนนาน
เขายังคงหลบหน้าเสิ่นถัง แต่ไม่เหมือนเมื่อก่อน
เมื่อก่อนเป็นเพราะเกลียดและต้องการขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน ตอนนี้กลับเป็นความใกล้ชิดที่อธิบายไม่ถูก แฝงความกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เขาไม่เอาจักจั่นตายไปซ่อนไว้ใต้หมอนเธออีก และไม่พูดจาเหน็บแนมกระทบกระเทียบอีกแล้ว เขาไม่พูดอะไรเลย เพียงแต่เมื่อเสิ่นถังเดินผ่าน ก็จะเงยหน้ามองเธอแวบหนึ่ง แล้วรีบเบือนสายตาหนี
คืนหนึ่ง เสิ่นถังนอนไม่หลับ จึงลุกไปสูดอากาศในลานบ้าน
ขณะเดินผ่านห้องของสวี่เจ๋อหมิง ประตูกลับเปิดแง้มอยู่ ภายในมืดสนิท เธอกำลังจะเดินผ่านไป จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงจากข้างใน
“พี่”
เสียงนั้นแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยิน
เสิ่นถังผลักประตูเข้าไป แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้เห็นสวี่เจ๋อหมิงนอนขดอยู่บนเตียง ผ้าห่มห่อตัวเขาไว้มิดชิด เหลือเพียงใบหน้าให้เห็น ดวงตาเปิดอยู่เป็นประกาย ไม่รู้ว่าเป็นแสงจันทร์หรือน้ำตา
“เป็นอะไรไป?”
สวี่เจ๋อหมิงเงียบไปนาน ก่อนจะเปิดผ้าห่มออกมุมหนึ่ง
“พี่...นั่งอยู่ด้วยสักพักได้ไหม”
เสิ่นถังนั่งลงข้างเตียง
เธอไม่พูด เขาก็ไม่พูด แสงจันทร์ค่อย ๆ เคลื่อนจากหัวเตียงไปยังปลายเตียง
ผ่านไปครู่หนึ่ง มือของสวี่เจ๋อหมิงยื่นออกมาจากใต้ผ้าห่ม คว้าชายแขนเสื้อของเธอไว้เบา ๆ คล้ายหยั่งเชิง ทั้งคล้ายกลัวว่าเธอจะสะบัดมือหนี
จากนั้นนิ้วของเขาก็ค่อย ๆ เลื่อนลงมาตามแขนเสื้อ จนสัมผัสโดนนิ้วมือของเธอ
เขากุมมือเธอไว้
เด็กชายวัยสิบขวบ มือยังไม่ใหญ่ แต่ข้อนิ้วเริ่มมีเค้าโครงของวัยหนุ่ม เขากุมมือเธอไว้ในฝ่ามือแน่น ไม่ต่างจากคืนนั้นที่เขาคว้าชายแขนเสื้อเธอไว้ใต้ระเบียง
“พี่”
เขาเรียกอีกครั้ง คราวนี้เบากว่าเดิม ราวกับกำลังยืนยันว่าเธอยังอยู่ตรงนี้
เสิ่นถังไม่ได้ดึงมือกลับ
เธอรวบนิ้วมือของเขาไว้ กุมไว้ในฝ่ามือ มือเขาเย็น ผ้าห่มข้างในก็เย็นไปหมด เด็กคนนี้ไม่รู้จักห่มผ้าอย่างไร เอาผ้าห่มกองรวมกันไว้บนอกจนเท้าโผล่พ้นออกมา
เธอใช้มืออีกข้างช่วยคลี่ผ้าห่ม แล้วสอดชายผ้าทั้งสี่ด้านให้เรียบร้อย
“นอนเถอะ” เธอบอก
สวี่เจ๋อหมิงยังจับมือเธอไว้ ลมหายใจค่อย ๆ สม่ำเสมอขึ้น
เสิ่นถังนั่งอยู่ในความมืดเนิ่นนาน จนกระทั่งแสงจันทร์เคลื่อนพ้นกรอบหน้าต่าง และมือที่กุมมือเธอไว้คลายแรงลงจนหมด
เธอไม่ได้ดึงมือกลับ
ปล่อยให้เขากุมไว้เช่นนั้น
ฤดูร้อนแรกหลังฮูหยินสวี่จากไป สวี่เจ๋อหมิงผิวคล้ำขึ้นมาก
เขาไม่ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องอีกแล้ว ทุกวันก่อนฟ้าสางก็ลุกขึ้นมาฝึกหมัดชุดหนึ่งในลานบ้านก่อน นี่เป็นหมัดทหารพื้นฐานที่สุดที่ผู้บังคับการสวี่สอนให้ตอนกลับมา เขาบอกว่าเด็กผู้ชายก็ควรมีท่าทางอย่างเด็กผู้ชาย
ตอนนั้นสวี่เจ๋อหมิงฝึกได้แค่สามวันก็เลิก บ่นว่ายาก ฮูหยินสวี่ก็ไม่อยากบังคับเขา ตอนนี้ไม่มีใครบังคับ เขากลับฝึกขึ้นมาเอง
แรก ๆ เสิ่นถังไม่รู้เรื่องนี้ ทุกวันเธอตื่นแต่เช้า ไปดูที่ครัวก่อนว่าอาหารเช้าเตรียมพร้อมหรือยัง จากนั้นจึงไปเช็ดป้ายวิญญาณของฮูหยินสวี่ในโถงใหญ่ แล้วเปลี่ยนผลไม้ไหว้ชุดใหม่ เธอทำอย่างพิถีพิถัน ราวกับกำลังทำการบ้านสักชิ้น
วันนั้นเธอตื่นเช้าเป็นพิเศษ ฟ้ายังสลัวอยู่เลย พอเดินผ่านลานบ้านก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหว เธอหยุดยืนใต้ระเบียง เห็นร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งอยู่ข้างต้นไห่ถัง ท่อนบนเปลือยเปล่า กำลังชกอากาศทีละหมัด
แสงยามเช้าลอดผ่านช่องใบไม้ ส่องลงบนแผ่นหลังและหัวไหล่ที่ชุ่มเหงื่อ ราวกับมีผงทองโปรยปรายอยู่ชั้นหนึ่ง
เธอจำหมัดชุดนั้นได้ ตอนผู้บังคับการสวี่ฝึก ลีลาหมัดดุดันทรงพลัง ทุกหมัดราวกับจะผ่าทำลายบางสิ่ง แต่สวี่เจ๋อหมิงยังออกหมัดไม่คล่องนัก พอหยุดท่าก็เซไปเล็กน้อย เกือบเสียหลัก เขากัดฟันทรงตัว แล้วเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง
เสิ่นถังไม่ได้ส่งเสียง เธอถอยกลับเข้าใต้ระเบียง แล้วอ้อมไปทางครัวอีกด้านหนึ่ง
ตอนกินอาหารเช้า สวี่เจ๋อหมิงนั่งตรงข้ามเธอ ก้มหน้าซดโจ๊กเงียบ ๆ กินติดกันสามชาม เสิ่นถังเลื่อนจานผักดองของตัวเองไปให้ เขาเงยหน้ามองเธอแวบหนึ่ง ไม่พูดอะไร แล้วคีบไปคำโต
“วันนี้อาจารย์มาหรือเปล่า?” เสิ่นถังถาม
อาจารย์ฟางเป็นครูสอนหนังสือที่ฮูหยินสวี่เชิญมาตั้งแต่ก่อนสอนทั้งคัมภีร์สี่เล่มและการคำนวณ หลังฮูหยินสวี่จากไป อาจารย์ฟางก็ยังมาสอนตามเดิม เดือนละสามวัน เมื่อก่อนสวี่เจ๋อหมิงหนีได้ก็หนี ถ้าหนีไม่พ้นก็ฟุบลงบนโต๊ะวาดเต่า
อาจารย์ฟางเคยไปฟ้องฮูหยินสวี่อยู่หลายครั้ง แต่นางได้แต่ถอนหายใจแล้วบอกว่าเด็กคนนี้ฉลาดก็จริง แต่ไม่ยอมตั้งใจเรียน
“มาครับ” สวี่เจ๋อหมิงวางชามลง “เมื่อวานยังท่องคัมภีร์เมิ่งจื่อไม่จบ”
เสิ่นถังมองเขา
เขาลุกไปหยิบกระเป๋าหนังสือ พอเดินถึงประตูก็วกกลับมา คว้าหมั่นโถวจากโต๊ะยัดใส่กระเป๋าเสื้อ
“อาจารย์ฟางอายุมากแล้ว ให้รอนานคงไม่ดี” พูดจบเขาก็วิ่งออกไป
เสิ่นถังนั่งอยู่ที่เดิม ตะเกียบในมือหยุดค้างกลางอากาศ ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าของสวี่เจ๋อหมิงวิ่งผ่านลานกลางบ้าน ตึงตัง กระทบพื้นหินจนเกิดเสียงทึบ เธอพลันนึกถึงปีแรกที่ตัวเองเพิ่งมาบ้านสกุลสวี่ เขาก็วิ่งแบบนี้เหมือนกัน ชนเข้ากับเธอจนอีกาตายที่เขาถืออยู่ตกลงพื้น
ราวกับเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว
หลังสอนเสร็จ อาจารย์ฟางตั้งใจมาหาเสิ่นถังที่โถงใหญ่
เสิ่นถังกำลังตรวจบัญชีค่าใช้จ่ายในครัว ตอนฮูหยินสวี่ยังอยู่ เธอไม่เคยต้องยุ่งเรื่องพวกนี้ พอรับช่วงต่อจึงได้รู้ว่าการดูแลบ้านหนึ่งหลังมีเรื่องให้จัดการมากมายเพียงใด ทั้งข้าวสารแป้ง น้ำมันผัก เสื้อผ้าตามฤดูกาล เงินเดือนคนรับใช้ และการไปมาหาสู่กันในเทศกาลสำคัญ ล้วนต้องใส่ใจทุกเรื่อง
อาจารย์ฟางยืนอยู่หน้าประตู กระแอมเบา ๆ เสิ่นถังวางสมุดบัญชีลง เชิญเขาเข้ามานั่ง
“คุณหนูใหญ่” อาจารย์ฟางถอดแว่นออกมาเช็ด “ช่วงนี้เจ๋อหมิงเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยนะ”
หัวใจเสิ่นถังพลันตึงขึ้นมา นึกว่าเขาก่อเรื่องอะไรขึ้นอีกแล้ว
“ท่องคัมภีร์เมิ่งจื่อได้ไม่ผิดสักตัว ผมถามอะไรไปสองสามข้อก็ตอบได้หมด” อาจารย์ฟางสวมแว่น สีหน้าเปี่ยมความพอใจอย่างที่หาได้ยากในหมู่ครู “ไม่เอาแต่ก่อกวนเหมือนแต่ก่อนแล้ว”
เสิ่นถังไม่ได้พูดอะไร
“เขายังถามผมด้วยว่า อาจารย์ฟางมีหนังสือเกี่ยวกับการรบไหม” อาจารย์ฟางส่ายหน้า “ผมบอกว่าอายุเท่าไรเอง อ่านตำราปราชญ์ให้ดีก่อน เขาตอบว่าพ่อของเขารบอยู่แนวหน้า เขาอยากรู้ว่าการรบเป็นอย่างไร”
หลังอาจารย์ฟางกลับไป เสิ่นถังนั่งอยู่ในโถงเนิ่นนาน
สมุดบัญชีวางกางอยู่ตรงหน้า แต่เธออ่านไม่เข้าหัวสักตัว เสียงจักจั่นนอกหน้าต่างดังหนวกหู เงาใบไม้บนต้นไห่ถังในลานบ้านเขียวชอุ่มเต็มกิ่ง เธอคิดว่า เด็กคนนี้กำลังเติบโตขึ้นจริง ๆ
