เจียงหลานตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
นึกไม่ถึงว่าจิ้นอ๋องผู้นี้จะเป็นคนมีน้ำใจเช่นนี้
ชั่วพริบตา ความประทับใจที่นางมีต่อไป๋หลี่เฮ่าก็ดีขึ้นอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับคังอ๋องที่เสแสร้ง วางมาดอ๋องอยู่ทุกวันแล้ว เขาดีกว่ามากนัก ดูมีชีวิตชีวากว่าเป็นไหน ๆ!
ไป๋หลี่เฮ่าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นเจียงหลานจ้องเขาไม่กะพริบ ดวงตายังวาวชื้นขึ้นมา ลมหายใจพลันสะดุด หรือว่านางซาบซึ้งกับคำพูดเหล่านั้นของเขา?
ก็จริง อยู่ในจวนโหวคงไม่มีผู้ใดใส่ใจนาง ยามนี้เขาเดือดดาลแทนนางเช่นนี้ สำหรับเด็กสาวที่ขาดความรักผู้นี้ ย่อมไม่ต่างจากแสงตะวันอุ่นในเหมันต์
ไป๋หลี่เฮ่าเริ่มเสียใจ หากรู้แต่แรก เขาคงไม่พูดเรื่องเหล่านั้นออกไป เกรงว่าคุณหนูรองสกุลเจียงจะยิ่งยากตัดใจจากเขา
ช่างเถิด คุณหนูรองสกุลเจียงอายุน้อยกว่าเขาถึง 8 ปี เพิ่งผ่านวัยปักปิ่นมาได้ไม่นาน ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องใจร้ายกับนางถึงเพียงนั้น ในเมื่อนางรักเขา เช่นนั้นก็รักไปเถิด!
นางช่วยชีวิตเขาไว้ที่จี้โจว บุญคุณช่วยชีวิตสมควรตอบแทนด้วยการมอบกายให้ แม้ยามนี้เขายังมอบตนให้นางไม่ได้ อย่างน้อยก็อย่าทำให้นางสิ้นหวังจนเกินไป
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ไป๋หลี่เฮ่าก็คีบเนื้อท้องปลาส่วนที่ไร้ก้างและนุ่มละมุน วางลงในจานตรงหน้าเจียงหลาน
“ท่านหญิงอันหนิงกินให้มากหน่อย ท่านผอมเกินไปแล้ว”
เมื่อเผชิญกับความเอาใจใส่ที่มาอย่างกะทันหันของเขา เจียงหลานก็อดกระแอมในใจเบา ๆ ไม่ได้ ราวกับว่าวันนี้คนที่เชิญเลี้ยงอาหารคือเขาเสียอย่างนั้น
เมื่อได้รับน้ำใจ ก็ต้องตอบแทน เจียงหลานคีบขานกพิราบให้เขา
