ฮั่วเฉินเหมือนลูกสุนัขตัวน้อย กัดขาของเฉียวอันแน่นไม่ยอมปล่อย
เฉียวอันหมดหนทาง สุดท้ายจึงต้องลากขาขวา ฝืนลากเขาเข้ามาในบ้าน
“ปล่อยเดี๋ยวนี้!” เฉียวอันตวาดเสียงเบา
ฮั่วเฉินส่งเสียงอู้อี้ในปาก “อืม ๆ” แต่ยังคงอยู่นิ่งไม่ขยับ
ฮั่วหนิงที่อยู่ในอ้อมแขนค่อย ๆ ลืมตาตื่น “แม่คะ~”
เสียงเล็ก ๆ นุ่มหวานออดอ้อนของเด็กน้อยทำให้หัวใจของเฉียวอันละลายทันที
“ลูกจ๋า เป็นอะไรไป”
เฉียวอันรู้สึกได้ชัดว่าร่างน้อยในอ้อมแขนสั่นเฮือก
“แม่คะ หนู...พวกเรายืนทำโทษอยู่ตลอด ไม่ได้ขยับเลย หนูยืนไม่ไหวเอง แม่อย่าตีพวกเรานะคะ”
“พรุ่งนี้...พรุ่งนี้หนูยืนต่อได้ไหมคะ”
สวรรค์! เจ้าของร่างเดิมนี่มัน...ไม่ใช่คนจริง ๆ!
เฉียวอันทนความเจ็บที่ขา พลางตบหลังฮั่วหนิงเบา ๆ
“ที่แม่บอกให้ลูกกับพี่ชายไปอยู่ข้างนอก ไม่ได้จะลงโทษพวกหนู แม่แค่กลัวว่าพวกหนูจะสูดฝุ่นในบ้านเข้าไป”
“เป็นเพราะแม่พูดไม่ชัดเอง ต่อไปจะไม่เป็นแบบนี้แล้วนะ ได้ไหม”
ฮั่วหนิงมีดวงตากลมโตเหมือนผลองุ่น ยามนี้กำลังกะพริบปริบ ๆ
นี่เธอกำลังฝันอยู่หรือเปล่า
แม่พูดจาอ่อนโยนเหลือเกิน แถมยังกอดเธอด้วย?
ถ้าต่อไปแม่เป็นแบบนี้ตลอดไปได้ก็คงดี
“—จ๊อก ๆ!”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในห้องอันเงียบสงบ ชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วน
ฮั่วเฉินรีบกุมท้องไว้ แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยปาก
“อยากกินข้าวก็ปล่อย ไม่อย่างนั้นแม่จะให้แต่น้องสาวกิน” เฉียวอันเลิกคิ้ว
ฮั่วเฉินขมวดคิ้ว สมองน้อย ๆ กำลังต่อสู้ตัดสินใจอย่างหนัก
สุดท้ายเขาก็เลือกกินข้าว
ทันทีที่เขาปล่อยปาก เฉียวอันก็รีบพับขากางเกงขึ้น
