“ใช่แล้วครับ นายพลไม่ได้นอนทั้งคืน ตอนนี้กำลังโทรหาเพื่อนร่วมชั้นกับคนรู้จักเก่า ๆ ดูว่ามณฑลไหนจะพอช่วยสนับสนุนปุ๋ยเคมีให้เราได้บ้าง”
“เลขาธิการพรรคประจำมณฑลก็ขึ้นรถไฟไปผิงจิงตั้งแต่กลางดึกแล้วครับ”
เฉียวอันขมวดคิ้วแน่น “ไปกลับก็ต้องใช้เวลาหกเจ็ดวันแล้ว พอไปถึงผิงจิงยังต้องเสียเวลาอีกเป็นสัปดาห์ กว่าปุ๋ยเคมีจะขนมาถึง เกรงว่าช่วงต้นกล้าข้าวโพดคงผ่านไปแล้ว”
ฮั่วจี้วิ๋นถอนหายใจ “เราทำเต็มที่แล้ว ที่เหลือก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามชะตาฟ้า”
เฉียวอันไม่เชื่อคำพูดนี้เลยสักนิด
ถ้าต้องปล่อยให้เป็นไปตามชะตาฟ้าจริง ๆ ชาติก่อนเธอคงตายในยุคสิ้นโลกไปนานแล้ว
ทำเต็มที่แล้ว ก็ต้องลองเดิมพันกับชะตาฟ้าดูสักครั้ง
“ที่รัก ฉันอาจมีวิธีหาปุ๋ยเคมีได้ แต่คุณต้องพาฉันไปพบนายพลอู๋ ฉันต้องให้เขาอนุมัติหนังสือกับเงินให้ฉัน”
ฮั่วจี้วิ๋นเงยหน้าพรวด ดวงตาฉายประกายความหวังที่ไม่เคยมีมาก่อน
“จริงเหรอ?”
“ฉันไม่กล้ารับรอง แต่มั่นใจแปดสิบเปอร์เซ็นต์”
“งั้นเราไปกันเดี๋ยวนี้เลย”
ฮั่วจี้วิ๋นเดินไปที่ชั้นวางกะละมัง วักน้ำเย็นล้างหน้า พยายามฝืนตัวเองให้กระปรี้กระเปร่าขึ้น
ทั้งสองขับรถไปยังกองบัญชาการประจำที่ตั้ง
“เหล่าหลิว ฉันไม่ค่อยขอร้องใครง่าย ๆ หรอก แต่คราวนี้เมืองอามู่ถูกำลังเผชิญกับความยากลำบากที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าไม่มีปุ๋ยเคมี จะมีคนตายเอาได้”
“ครับ ๆ ผมรู้ว่าตอนนี้ทุกคนก็ขัดสนกันทั้งนั้น แต่ผมก็...”
“แบ่งให้ไม่ได้แม้แต่นิดเดียวเหรอ? ก็... ก็ได้ครับ”
เฉียวอันกับฮั่วจี้วิ๋นเพิ่งเดินมาถึงหน้าห้องทำงานของอู๋อิงกั๋ว ก็ได้ยินเสียงที่ฟังดูห่อเหี่ยวและผิดหวังดังมาจากข้างใน
