“เมีย คิดอะไรอยู่”
ฮั่วจี้วิ๋นเดินมายืนด้านหลังเธอ วางมือทั้งสองข้างลงบนบ่าของเธอเบา ๆ
ความคิดของเฉียวอันถูกขัดจังหวะ ร่างกายพลันสะดุ้งขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ไม่มีอะไร”
เธอเพิ่งสังเกตว่าตอนนี้ห้าโมงกว่าแล้ว
“อันอัน” สีหน้าของฮั่วจี้วิ๋นพลันเคร่งขรึมขึ้น
เขาลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามเฉียวอัน
“ถ้าคุณเจอเรื่องที่แก้ไขลำบาก ต้องบอกฉันนะ”
“เราเป็นสามีภรรยากัน อย่ามองฉันเป็นคนนอกอยู่เรื่อยเลย”
ฮั่วจี้วิ๋นสบตาเธอ แววตาฉายความน้อยใจอยู่สามส่วน ความจริงใจอีกสามส่วน ส่วนที่เหลือคือความคาดหวัง
เฉียวอันกัดริมฝีปากล่าง
จะพูดอย่างไรดี?
จะบอกว่าเขาเป็นแค่ตัวละครในหนังสืออย่างนั้นหรือ?
จะบอกว่าตัวเองข้ามภพมา แถมยังมีถุงมิติสุดมหัศจรรย์อีกใบอย่างนั้นหรือ?
คนยุคนี้ยึดถือวัตถุนิยม
ถ้าเล่าทุกอย่างออกไป ฮั่วจี้วิ๋นจะคิดว่าเธอเป็นคนบ้าหรือเปล่า?
ถึงขั้นอาจตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเพราะเรื่องนี้หรือไม่?
เฉียวอันไม่ได้กลัวการใช้ชีวิตคนเดียว
เพียงแต่ชาติที่แล้วเธออยู่ตัวคนเดียวมาตลอด จึงอดหวงแหนความสุขที่ได้มาอย่างยากลำบากในตอนนี้ไม่ได้
เธอไม่อยากให้ครอบครัวนี้แตกแยก ดังนั้นเฉียวอันจึงเก็บความลับเรื่องถุงมิติไว้เงียบกริบมาโดยตลอด
แม้แต่ตอนนอน เธอก็ยังคอยเตือนตัวเองในใจว่าอย่าพูดละเมอจนเผลอเปิดเผยความลับออกมาเด็ดขาด
แต่ถ้าอยากช่วยชาวนาเหล่านั้น เธอทำคนเดียวไม่ได้แน่
ที่นี่ไม่ใช่เมืองจินฉุ่ย ตอนนี้เธอไม่มีอิทธิพลมากขนาดนั้น
เพราะฉะนั้นเรื่องช่วยคนครั้งนี้ เธอต้องให้ฮั่วจี้วิ๋นช่วยแน่นอน
เฉียวอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่องที่ได้ยินบนรถประจำทางออกมาในที่สุด
ตอนแรกฮั่วจี้วิ๋นมีท่าทีผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ปรับอารมณ์กลับมาได้อย่างรวดเร็ว
