ความจริงเธอก็รู้ว่าเรื่องนี้ปิดบังไปตลอดไม่ได้ ที่บ้านมีของบางอย่างโผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยอยู่เรื่อย ๆ
ต่อให้ฮั่วจี้วิ๋นจะเป็นคนไม่ละเอียดอ่อนแค่ไหน เขาก็ต้องสังเกตเห็น เพียงแต่เขาไม่ถาม ส่วนเธอก็ไม่พูดถึง
ทั้งคู่จึงปล่อยให้เรื่องผ่านไปอย่างคลุมเครือแบบนั้น
บางครั้งเฉียวอันก็สงสัยว่าฮั่วจี้วิ๋นจงใจไม่ถามเธอหรือเปล่า
ดูจากวันนี้แล้ว เขาคงสงสัยมานานแล้ว เพียงแต่รอให้เธอเป็นฝ่ายพูดเอง
ฮั่วจี้วิ๋นเข้าใจทันทีว่าเฉียวอันหมายถึงอะไร ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาทันใด “ดี ผมจะรอคุณ”
เฉียวอันกินข้าวเสร็จ ฮั่วจี้วิ๋นก็ไปล้างจาน
ตอนกลางคืน ฮั่วฟางอาสาพาน้องชายกับน้องสาวไปนอนอีกห้องหนึ่ง
ส่วนเฉียวอันซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของฮั่วจี้วิ๋น
“เรื่องวันนี้ ฉันไม่ปล่อยพวกนั้นไปง่าย ๆ แน่ โดยเฉพาะหลินว่าน” เฉียวอันพูดเสียงเรียบ เธออยากฟังว่าฮั่วจี้วิ๋นจะพูดอย่างไร
ถ้าวันนี้เฉียวอันไม่ได้คลอดลูก ฮั่วจี้วิ๋นคงจัดการคนพวกนั้นจนถึงที่สุดไปแล้ว แต่เขาแบ่งสมาธิไปทำอย่างอื่นไม่ได้
“คุณจัดการได้เต็มที่ มีผมอยู่ ไม่มีใครกล้าแตะต้องคุณ”
ขณะพูด ฮั่วจี้วิ๋นก็กระชับอ้อมแขนที่โอบเธอให้แน่นขึ้น “หลายปีก่อนผมตาบอดเอง ถึงได้คอยดูแลหลินว่านกับฟ่านเทาเพราะเห็นแก่พี่ฟ่าน คนแบบนี้ต่างหากที่ควรถูกไล่ออกจากเขตบ้านพัก”
“ได้ยินคุณพูดแบบนี้ก็พอแล้ว”
ในความมืด เฉียวอันยิ้มเงียบ ๆ “หลินว่านไม่ใช่อยากไปเป็นครูที่โรงเรียนหรือไง คนอย่างเธอยังคิดจะสอนหนังสืออีกเหรอ? หึ! ฝันไปเถอะ”
“คุณพักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรงก่อน พอหายดีแล้ว เราค่อยคิดบัญชีแค้นกัน”
