ลานด้านหลังที่พักปัญญาชน
ลู่ซีเฉิงยกโต๊ะตัวเล็กของเธอออกมาวางไว้กลางลาน เธอไม่มีเก้าอี้ จึงคว่ำม้านั่งยาวลงแล้วนั่งแทน บนโต๊ะมีสมุดกางอยู่ มือหนึ่งแทะขาหมู อีกมือจับปากกา ครุ่นคิดอย่างหนัก
ชาติก่อนเธอเรียนมหาวิทยาลัย แต่ตัวเธอเองไม่ค่อยรู้สึกอะไร ทว่าเพื่อนร่วมชั้นบางคนเคยเล่าว่า อาจารย์อาวุโสบางท่านไม่รู้จักหรือไม่คุ้นกับพินอิน พูดภาษาจีนกลางไม่ชัดเอาเสียเลย เพราะตอนที่อาจารย์เหล่านั้นเรียนหนังสือ พวกเขาไม่เคยเรียนพินอินมาก่อน
ถ้าอย่างนั้น เธอควรสอนพินอินด้วยไหมนะ?
สำหรับคนที่เรียนภาษาจีนกลางมาตั้งแต่เด็ก แถมยังถูกส่งไปเรียนฝึกเป็นพิธีกรตัวน้อยตั้งแต่อายุห้าขวบ การเรียนแค่ตัวอักษรโดยไม่เรียนพินอินช่างแปลกประหลาดจริง ๆ
ฮั่วจิ้งชวนเดินเข้ามาก็เห็นเธอเอาปากกาจิ้มแก้มขวา เอาขาหมูจิ้มแก้มซ้าย ปากถูกจิ้มจนกลมเป็นวง ดวงตาเหม่อลอย!
ฮั่วจิ้งชวนเดินเข้าไปบีบแก้มกลมป่องของเธอเบา ๆ “แก้มไม่เจ็บเหรอ?”
ลู่ซีเฉิงสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานให้ “กลับมาแล้วเหรอ!” เธอวางมือลง บนแก้มขวามีรอยแดงเข้มเป็นร่องลึก
ฮั่วจิ้งชวนยื่นมือไปนวดให้ ทันใดนั้นสาวน้อยก็ยกมือปิดจมูก “ตัวคุณมีกลิ่นอะไรน่ะ?”
ตัวเขาเหรอ?
ฮั่วจิ้งชวนก้มลงยกแขนขึ้นดม เป็น...กลิ่นคาวเลือด!
เขารีบมาหาเธอ ถึงจะล้างตัวด้วยน้ำเย็นที่บ้านและเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว แต่กลิ่นคาวของหมูป่าแรงมาก จึงยังติดตัวเขามาบ้าง
เขาอ้าปากกำลังจะอธิบาย แต่ลู่ซีเฉิงกลับลุกขึ้นยืนอย่างโซเซ พุ่งมาหาเขา เดินวนรอบตัวสองรอบ แล้วยังยกแขนเขาขึ้นดู สุดท้ายถึงกับเริ่มปลดกระดุมเสื้อ ฮั่วจิ้งชวนรีบจับมือเธอไว้ “เธอ...เธอจะทำอะไร?”
