ฮั่วจิ้งชวนปิดประตูรั้ว มองกองข้าวเปลือกที่กระจายอยู่บนพื้นแล้วขมวดคิ้ว “ช่วงนี้นายปล่อยของเยอะเหรอ?”
“ไม่เยอะ ไม่เยอะครับ” หยางจี้จงกลัวว่าจะถูกควักลูกตาจริง ๆ จึงหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางใช้กระด้งตักข้าวเปลือกที่เหลือ “พี่ชวน ของพวกนี้ผมเอามาก่อนหน้านี้ พี่ดูสิ มีมอดขึ้นเต็มไปหมด ผมก็เลยเอาออกมาตากแดดครับ”
“มีคนซื้อข้าวสารมากไหม?” ฮั่วจิ้งชวนหยิบเก้าอี้เตี้ยตัวเล็กมาให้ลู่ซีเฉิงนั่ง ก่อนถามต่อ
หยางจี้จงทำหน้าเหมือนอมทุกข์ “เยอะครับ ผมทำตามที่พี่บอก ไม่กล้าขายเยอะ ขายครั้งละสองสามจินทั้งนั้น แถมเป็นข้าวเก่าเมื่อสามปีก่อนด้วย” เขาหยิบข้าวเปลือกขึ้นมาหนึ่งกำมือให้ฮั่วจิ้งชวนดู
ฮั่วจิ้งชวนใช้นิ้วคลึงดู ข้าวยังไม่ขึ้นรา แต่เห็นได้ชัดว่าเก็บไว้นานมากแล้ว
หยางจี้จงพูดต่อ “ไม่ใช่แค่ข้าวเปลือกนะครับ แป้งขาวก็เหมือนกัน ผมขายครั้งละสามถึงห้าจิน ไม่กล้าขายมาก จริง ๆ แล้วนอกจากข้าวสารกับแป้ง สิ่งที่ทุกคนขาดแคลนที่สุดก็คือเนื้อ” เขากลืนน้ำลาย “แต่หลังจากพี่บอกผม ผมก็ไม่ได้ไปซื้อขายอะไรอีกเลย แม้แต่เนื้อหมูป่าที่พี่ให้มา ผมก็ให้ป้าลูกพี่ลูกน้องเอาไปทำเนื้อหมัก ส่วนที่เหลือก็ส่งให้ญาติ ไม่ได้ขายสักชิ้นครับ”
ใกล้เทศกาลปีใหม่แล้ว บ้านไหนในเมืองที่พอมีเงินเหลือจะไม่อยากกินของดี ๆ กันบ้าง แต่ละคนหอบม้านั่งเตี้ยไปนั่งรอหน้าร้านขายเนื้อกับร้านขายธัญพืชตั้งแต่กลางคืน พอกลางวันก็จับตาดูตลาดมืด
ก่อนหน้านี้ฮั่วจิ้งชวนเคยเตือนหยางจี้จงว่า ช่วงนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจเข้มมาก ให้ระวังตัว อย่าเพิ่งออกหน้าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หยางจี้จงไม่ได้กลัวพวกปลาซิวปลาสร้อยสักเท่าไร เขาแค่กลัวจะพาคนในครอบครัวเดือดร้อนไปด้วย
