หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งสามก็มานั่งในห้องโถง ฮั่วจิ้งชวนไม่ได้นั่งลง แต่ยืนอยู่ด้านหลังลู่ซีเฉิง คอยมองเธออยู่เงียบ ๆ
ลู่ซีเฉิงมองเด็กทั้งสองคน พวกเขาซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของหญิงสาวผมสั้น ดวงตากลมดำขลับเบิกกว้าง มองซ้ายมองขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ลู่ซีเฉิงไม่อยากยุ่งเรื่องในครอบครัวของคนอื่น แต่เธอก็ล่วงเกินอีกฝ่ายไปแล้ว จึงถามว่า “ผู้หญิงสองคนนั้นเป็นใครเหรอคะ?”
หญิงสาวผมสั้นถอนหายใจ แล้วหันไปมองหญิงสาวผมเปีย หญิงสาวผมเปียลุกไปที่ห้องนอน ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมรูปถ่ายใบหนึ่ง “นี่เป็นรูปถ่ายพี่สาว พี่เขย และลูกสองคนของพี่ค่ะ ลองดูสิ เธอเป็นแม่แท้ ๆ ของเด็กจริง ๆ!”
ลู่ซีเฉิงรับรูปถ่ายมา ในภาพมีชายหญิงคู่หนึ่งสวมเครื่องแบบทหารสีเขียว เด็กคนโตนั่งอยู่บนตักพ่อ ยิ้มกว้าง ส่วนเด็กคนเล็กนั่งอยู่ในอ้อมแขนแม่ ทำท่าคล้ายจะร้องไห้ก็ไม่ร้อง
“หลังจากถ่ายรูปนี้ได้ไม่นาน พ่อของเด็กก็จากไปค่ะ”
จากไปงั้นเหรอ?
จากไปหมายความว่ายังไง หรือว่า…
“ก็อย่างที่คุณคิดนั่นแหละ เขาเสียสละชีวิตแล้ว!”
หญิงสาวผมสั้นชื่อโจวหรู ส่วนหญิงสาวผมเปียชื่อโจวเชี่ยน เป็นลูกพี่ลูกน้องของโจวหรู
โจวหรูกับสามีเป็นทหารทั้งคู่ พวกเขามีลูกสาวฝาแฝดสองคน ครอบครัวมีความสุขมาก แต่เมื่อสามเดือนก่อน สามีของโจวหรูเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด แม่ของโจวหรูซึ่งเดิมช่วยดูแลเด็กทั้งสองก็ล้มป่วยและจากไปเมื่อสองเดือนก่อน
การจากไปของคนใกล้ชิดทั้งสองคนพรากเรี่ยวแรงและกำลังใจของโจวหรูไปจนหมด
“ต้นเดือนที่แล้ว ฉันพาลูกสองคนกลับไปที่อำเภอหย่งหนิง เพื่อบอกข่าวนี้กับพ่อแม่สามี จริง ๆ แล้วสามีฉันไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบในตระกูลซุน เขาเป็นลูกชายคนรอง มีพี่ชายอยู่ข้างบน แล้วก็น้องชายอยู่ข้างล่าง ตอนนั้นที่เลือกไปเป็นทหารก็เพราะเรียนไม่สูงพอ แถมยังหางานไม่ได้” โจวหรูเช็ดน้ำตา ก่อนพูดต่อ “หลังฉันพาลูกกลับไป ทุกคนในบ้านก็ต้อนรับอย่างดี พอฉันอยู่ที่บ้านตระกูลซุนได้เจ็ดแปดวันและกำลังจะกลับ ปู่กับย่าของเด็กก็ขอให้ลูกอยู่ที่นั่น ให้พวกเขาช่วยเลี้ยงดู ส่วนฉันส่งเงินไปให้ทุกเดือน อีกอย่างเด็กก็เป็นลูกหลานตระกูลซุน”
