กินเสร็จเก็บถ้วยชามเรียบร้อย เตรียมออกจากบ้าน ลู่ซีเฉิงก็หยิบกระเป๋าสะพายทหารออกมาจากตู้ของเจ้าของร่างเดิม แม้จะรู้สึกว่ามันเชยไปหน่อย แต่ก็ใช้แก้ขัดไปก่อนแล้วกัน ช่วยไม่ได้ นิสัยที่ติดมาจากชาติก่อนคือเวลาออกจากบ้านต้องมีกระเป๋าติดตัว ต่อให้เป็นกระเป๋าใส่มือถือใบจิ๋วหรือกระเป๋าใส่กระบอกน้ำก็ยังนับว่าเป็นกระเป๋าอยู่ดี
ในกระเป๋ามีผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง นี่ก็เป็นของที่เธอหยิบมาจากบ้านพักตากอากาศเหมือนกัน ช่วงหนึ่งเธอชอบสะสมผ้าเช็ดหน้าหลากหลายแบบเป็นพิเศษ ซื้อไว้ตั้งเยอะ มีทุกแบบทุกเนื้อผ้า แต่เอาเข้าจริงแทบไม่ได้ใช้ สู้ทิชชูเปียกกับกระดาษทิชชูไม่ได้ ใช้ง่ายกว่าเยอะ ตอนนี้กลับได้ใช้ประโยชน์เสียที
พอเดินออกจากบ้าน เล่อเล่อก็ยื่นแขนมาหาเธอ เห็นชัดว่าอยากให้อุ้ม ลู่ซีเฉิงลำบากใจ ตัวเธอเล็กนิดเดียว อุ้มกันในห้องก็พอไหว แต่ข้างนอกต้องเดินตั้งไกล จะไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้ แถมลงไปข้างล่างยังต้องเดินบันไดอีก เธอไม่เคยอุ้มเด็กเดินลงบันไดมาก่อนเลย ถ้าพลาดกลิ้งตกลงไปพร้อมกันสองคนคงวุ่นน่าดู
ลู่นานเฟยรู้จักน้องสาวคนนี้ดี จึงยิ้มแล้วเดินไปอุ้มลูกขึ้นมา “เด็กดี กลับถึงบ้านค่อยให้น้ากอด ระหว่างทางแม่อุ้มเอง” เอาเถอะ เธอเองก็โดนเรียกตามไปด้วย ทั้งที่เป็นน้าแท้ ๆ ตอนนี้กลับเรียกตัวเองว่าคุณอาตามลูกไปแล้ว
ลู่ซีเฉิงรีบเข้าไปจุ๊บเด็กน้อย “จุ๊บ ๆ ตูตูแรงน้อย ตูตูก็เป็นเด็กเหมือนกันนี่นา ถ้าทำลูกของเราเจ็บขึ้นมาจะไม่ดีใช่ไหมล่ะ”
แม่ลู่ดันศีรษะเธอออก “เด็กอะไรกัน ไม่อายบ้างหรือ โตเป็นสาวแล้ว ลงชนบทไปก็ดี จะได้ฝึกใช้แรง ต่อไปมีลูกของตัวเองก็ต้องอุ้มอยู่ดี”
มีลูกเหรอ?
ลู่ซีเฉิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ล้อเล่นหรือเปล่า เธออายุเท่าไรกันเอง ชาติก่อนอายุยี่สิบกว่าแล้วยังใช้ชีวิตอิสระตัวคนเดียวอยู่เลย ชาตินี้เพิ่งสิบหกก็ต้องคิดเรื่องมีลูกแล้วเหรอ?
