รถไฟแล่นฉึกฉักมุ่งขึ้นเหนือ ระหว่างทางลู่ซีเฉิงกินดื่มได้สบายดี มีแค่เรื่องนอนเท่านั้นที่ทรมานเธอจนแทบแย่ เธอนอนฟุบกับโต๊ะเล็กไม่ได้ จึงทำได้เพียงพิงกำแพง หลับไปก็ปวดหัว ปวดคอ ปวดเอว ทั่วทั้งร่างอึดอัดไม่สบายตัว กระทั่งเช้าวันสุดท้าย ในที่สุดก็ได้ยินประกาศว่าอีกครึ่งชั่วโมงจะถึงสถานี
“เฉิงเฉิง ไหวไหม!” หลินหยวนเห็นเธอมีสีหน้าอ่อนระโหย จึงถามด้วยความเป็นห่วง
ลู่ซีเฉิงพยักหน้าแล้วส่ายหน้า รีบลงจากรถไฟสักทีเถอะ เธอทนรถไฟทางไกลนี่ไม่ไหวแล้ว ชาติก่อนเธอนั่งแต่ชั้นหนึ่งของเครื่องบินกับที่นั่งชั้นธุรกิจบนรถไฟความเร็วสูง เคยต้องมาลำบากแบบนี้เสียเมื่อไรกัน
“ใกล้ถึงสถานีแล้ว เก็บสัมภาระของตัวเองให้ดี อย่าลืมอะไรไว้ล่ะ ถ้าทำหายพวกเราไม่รับผิดชอบนะ” สหายเสี่ยวหลี่เดินเข้ามาอีกครั้ง “ปัญญาชนลู่ พอรถไฟจอดแล้วรอผมก่อนนะ ผมจะช่วยยกของไปส่งฝั่งตรงข้าม สถานีรถโดยสารอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟนี่เอง ฝั่งนี้เป็นเมืองเอกของมณฑล สถานีใหญ่ รถจอดนานหน่อย”
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะพี่เสี่ยวหลี่!” หลายคืนมานี้เธอแอบเอาสัมภาระบางส่วนใส่เข้าไปในมิติแล้ว จริง ๆ ของไม่ได้หนักนัก แต่สหายเสี่ยวหลี่รับปากคนอื่นไว้ เธอจึงไม่ได้ปฏิเสธ
ผู้คนในตู้โดยสารเริ่มขยับกัน ที่นี่คือมณฑลจี๋แล้ว ถัดขึ้นไปทางเหนือก็เป็นมณฑลเฮย มีคนจำนวนหนึ่งลงที่นี่
สวีจิ้นหังกับจางเจียหนิงลุกขึ้น หยิบสัมภาระลงจากชั้นวาง ลู่ซีเฉิงกล่าวขอบคุณ ก่อนรับของตัวเองมาวางไว้ข้างกาย มีกระเป๋าหนังใบใหม่เอี่ยมหนึ่งใบกับห่อผ้าสีน้ำเงินขาวหนึ่งห่อ บังเอิญจริง ๆ พวกเขาทั้งหมดถูกจัดให้อยู่ด้วยกัน ไม่นานก็มีเสียงหวูดรถไฟดังขึ้นขณะแล่นเข้าสถานี สหายเสี่ยวหลี่วิ่งเข้ามาแล้วแบกสัมภาระของเธอขึ้น พอจับดูก็พบว่าเบากว่าที่คิด
