“เฉิงเฉิง แม่ส่งเสื้อผ้ากับผ้าห่มของลูกไปให้แล้วนะ อีกไม่กี่วันก็น่าจะถึง อย่าลืมไปรับล่ะ แล้วแม่ก็บอกที่อยู่ของลูกให้คุณอากับน้าชายรู้แล้วด้วย ทุกครั้งที่เข้าอำเภอก็แวะไปที่ไปรษณีย์สักหน่อย พวกเขาอาจส่งพัสดุไปให้ลูกเหมือนกัน”
“ได้ค่ะแม่ หนูรู้แล้ว อ้อแม่คะ เดี๋ยวหนูจะส่งของไปให้พวกแม่ด้วย เป็นของกินนะคะ หนูกลัวเสีย เลยส่งไปไม่เยอะ”
“ดูแลตัวเองให้ดีก็พอแล้ว จะส่งของมาให้พวกแม่ทำไม! เฉิงเฉิง ลูกอย่าใจป้ำกับเพื่อนทางนั้นเกินไปนะ ทำแบบหลิวเสี่ยวเฉ่าไม่ได้ คนเราต้องรู้จักให้และรับกันถึงจะคบกันได้นาน เขาดีกับเรา เราก็ต้องไม่ขี้เหนียว...” แม่สกุลลู่สั่งสอนลูกสาวอยู่ปลายสาย ส่วนลู่ซีเฉิงก็ฟังเงียบ ๆ
เธอใช้นิ้วพันสายโทรศัพท์เล่นเป็นวง ก่อนจะอดถามไม่ได้ว่า “แม่คะ ถ้าสมมติว่าหนูหาคนคบเอง แม่จะโกรธไหมคะ?”
แม่สกุลลู่ถามกลับ “ลูกพูดว่าอะไรนะ?”
ลู่กั๋วผิงที่แอบฟังอยู่แย่งหูโทรศัพท์ไปพูด “น้องสาว ลูกอายุเท่าไรเอง คิดเรื่องหาแฟนอะไรตอนนี้ พ่อบอกไว้เลยว่าอีกไม่กี่ปีพอนโยบายผ่อนคลาย พ่อจะหาทางพาลูกกลับมา อยู่ที่นั่นดี ๆ ขาดเหลืออะไรก็บอกทางบ้าน ทำงานให้พอผ่านไปได้ก็พอ เรื่องแฟนยังไม่ต้องรีบ ที่โรงงานพ่อมีหนุ่มเก่ง ๆ ตั้งหลายคน ถ้าลูกไม่ชอบ ก็ยังมีลูกน้องที่เป็นทหารของอากับน้าชาย ยังไงก็ต้องมีคนที่เหมาะกับลูก ได้ยินไหม?”
“ได้ยินแล้วค่ะ แล้วพี่สาวกับพี่เขยไม่ได้คบกันตั้งแต่เนิ่น ๆ เหมือนกันเหรอคะ?” ลู่ซีเฉิงพึมพำ
“มันจะเหมือนกันได้ยังไง พี่เขยรู้จักกับพี่สาวตั้งแต่ประถม ทั้งสองครอบครัวก็รู้จักกันดี แต่ถ้าลูกไปหาคนนอก ใครจะรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง ลูกคิดว่าจะไม่กลับเซี่ยงไฮ้แล้วหรือไง? ถ้าผู้ชายคนนั้นหรือครอบครัวเขารังแกลูกขึ้นมาจะทำยังไง? หรือจะให้เขากลับเซี่ยงไฮ้ไปกับลูก แล้วให้ครอบครัวเราจัดงานจัดที่อยู่ให้ แบบนั้นก็เรียกว่าผู้ชายเกาะผู้หญิงกิน พวกเราไม่มีทางยอมเด็ดขาด” แม่สกุลลู่แย่งหูโทรศัพท์กลับไปพูดอีกครั้ง
