สวีจิ้นหังกลับเข้าห้อง จางเจียหนิงก็ยังไม่หลับ “เป็นยังไงบ้างพี่สวี รุ่นพี่ลู่ตกลงหรือยัง พวกเราไปช่วยงานด้วยกันดีไหม?”
สวีจิ้นหังส่ายหน้า จางเจียหนิงผิดหวัง “ถ้าอย่างนั้นเมื่อไหร่พี่ถึงจะจีบเธอติดล่ะ ตอนนี้วันหนึ่งพวกพี่ยังคุยกันไม่ถึงสองประโยคเลย”
ใช่แล้ว พวกเขาคุยกันไม่ถึงสองประโยคจริง ๆ ตอนเช้าก็รีบร้อน ส่วนตอนเย็นเธอถูกพวกปัญญาชนหญิงล้อมไว้ เขาคงไม่เหมาะจะไปคลุกอยู่ท่ามกลางผู้หญิงทุกวัน
“พี่สวี เอาอย่างนี้ไหม พวกเราไปหาเธอตรง ๆ เลย ถ้าเธอถามก็บอกว่าไปคุยกับทางหน่วยผลิตไว้แล้ว เธอคงไม่ถึงกับไล่พวกเรากลับหรอก” จางเจียหนิงเสนอ
สวีจิ้นหังยังคงส่ายหน้า “ไม่ได้ แบบนั้นเธอต้องโกรธแน่ ไม่แน่อาจไม่สนใจพวกเราอีกเลยก็ได้”
จางเจียหนิงทิ้งตัวลงบนเตียงเตาแล้วโอดครวญ “แล้วจะทำยังไงล่ะ!” เข้าไปหาเองก็กลัวอีกฝ่ายโกรธ พูดจาดี ๆ ขอคุยก็ถูกปฏิเสธ ไม่รู้เมื่อไหร่พี่สวีของเขาถึงจะจีบรุ่นพี่ลู่ติดสักที! รุ่นพี่ลู่ดีกับเพื่อนยังขนาดนี้ ถ้าคบกับสวีจิ้นหังแล้ว เงินกับของกินก็คงให้พี่สวีใช้ได้ตามใจ พี่สวีได้กินเนื้อ เขาก็ต้องได้ซดน้ำแกงบ้างสิ?
แม้จางเจียหนิงจะบอกว่าตัวเองเป็นคนเมืองหลวง แต่ต้นปีพ่อแม่ของเขาถูกส่งไปชนบท เขาจึงถูกครอบครัวส่งมาเซี่ยงไฮ้เพื่อพึ่งพาครอบครัวสวี นอกจากของใช้ส่วนตัวกับเงินร้อยกว่าหยวนแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรติดตัวเลย เขารู้ดีว่าต่อจากนี้ไปอีกนาน นอกจากพึ่งสวีจิ้นหังแล้ว ทางบ้านคงช่วยเหลือเรื่องเงินทองอะไรเขาไม่ได้ เขาอยากช่วยสวีจิ้นหังจริง แต่มีความเห็นแก่ตัวอยู่ด้วยก็จริง ตำแหน่งของพ่อสวีค่อนข้างสูง ทว่าเงินเดือนไม่มาก แถมยังต้องส่งเงินส่วนหนึ่งกลับบ้านเกิด จางเจียหนิงจึงคอยเชียร์ให้สวีจิ้นหังจีบลู่ซีเฉิงอยู่เสมอ ดูท่าทางแล้วครอบครัวของสาวน้อยคนนั้นคงมีฐานะดี แถมยังตามใจเธอ เรื่องกินเรื่องใช้ย่อมไม่ขาดแคลน
