ลมหายใจที่ค่อย ๆ ผ่อนคลายลงข้างหูราวกับสัมผัสที่อ่อนโยน แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของการรุกรานเต็มเปี่ยม ลากผ่านข้างคอของเวินจือหลีและใบหูที่เริ่มแต้มสีชมพู
รอยจูบที่ทั้งยับยั้งและร้อนแรงประทับลงบนใบหู ทอดยาวละเมียดละไมไปตามลำคอที่เนียนนุ่ม
เวินจือหลีลืมตาขึ้นมาอย่างไม่สบายตัว ดวงตายังคงมึนงง ดวงตาแบบจิ้งจอกทอดมองลงไปตรง ๆ และไปชนเข้ากับสายตาของใครบางคน ลมหายใจพลันติดขัดขึ้นมาฉับพลัน
ดวงตาที่งัวเงียพลันตื่นเต็มตาทันที ดวงตาสีหมึกที่จ้องเขม็งนั้นประกายแสงสีแดงก่ำ แค่เพียงชำเลืองมอง ร่างกายของเธอก็ราวกับถูกไฟฟ้าช็อต สั่นเทาอย่างรุนแรง และถอยหนีขึ้นไปด้านบนโดยสัญชาตญาณราวกับสัตว์กินพืช
แต่บั้นเอวที่โค้งเว้าทั้งสองข้างกลับถูกใครบางคนกักไว้แน่นหนา ขยับไม่ได้แม้แต่น้อย
เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งครึ่งตัว สีหน้าตะลึงงัน "ถึงฤดูใบไม้ผลิแล้วเหรอ?"
เวินจือหลีพูดอย่างอ้อมค้อม แม้ว่าเธอจะเชื่องช้าแค่ไหน ก็ยังสัมผัสได้ว่าบรรยากาศในห้องนอนตอนนี้เริ่มไม่ปกติขึ้นเรื่อย ๆ
เธอถึงขั้นเกิดข้อสันนิษฐานที่กล้าหาญขึ้นมา: เสิ่นซวี่เป็นสัดแล้ว
เมื่อครู่เธอยังฝันว่าแย่งเตียงกับเสิ่นซวี่ เห็นทีอีกฝ่ายกำลังจะใจอ่อน สละเตียงให้เธอแล้ว ไม่คิดว่าหัวของเธอจะถูกไฟฟ้าช็อตซะก่อน
[ฉันไม่ช็อตเธอให้ตื่น เสิ่นซวี่ก็จะถลกเธอทิ้งแล้วแหละ!]
เวินจือหลีถุยน้ำลาย: ให้ตายเถอะ ฉันแค่งีบหลับไปแป๊บเดียวเอง
[เมื่อกี้เธอร้องเรียกชื่อเสิ่นซวี่ แล้วบอกเขาว่า 'ต้องการ' ฉันเกือบแฮ็งค์ไปแล้ว!]
เวินจือหลี: ฉันอธิบายได้ ฉันอธิบายได้จริง ๆ ช่วยด้วย!
เสิ่นซวี่เห็นว่าเธอยังไม่ได้สติ ดวงตาคลอประกายน้ำ ตามแบบจิ้งจอกที่หางตาตกแต่ปลายชี้ขึ้น ยามตื่นแรกด้วยความอ่อนโยนว่านอนสอนง่าย ช่างชวนให้หลงใหลเหลือเกิน
