วินาทีต่อมา เธอก็สัมผัสได้ว่าฝ่ามือของใครบางคนพลันเต้นแรงขึ้น ความร้อนผ่าวเอ่อทะลัก
เวินจือหลีก้มลงมอง บนหลังมือกว้างสะอาดของเขามีเส้นเลือดสีเขียวจาง ๆ ปรากฏขึ้นรำไร
*
นับถอยหลัง 30 วัน เนื้อหาในหนังสือเรียนผ่านไปแล้วสองรอบเต็ม ครูแต่ละวิชาพากันแจกข้อสอบและเฉลยกันอย่างบ้าคลั่ง
เวินจือหลีรู้สึกราวกับถูกจับขึ้นย่างบนกองไฟ ช่วงนี้เธอไม่อยากฟังบรรยาย ไม่อยากทำข้อสอบเลยสักนิด
คนอื่นทำโจทย์เพราะคิดวิเคราะห์จริงจัง
ส่วนเธอทำโจทย์ก็แค่ลอกเฉลย
【เธอขี้เกียจเกินไปแล้ว ตอนนี้ลอกเฉลยยังรู้สึกเหนื่อยอีก ชวนให้คนหมั่นไส้จริง ๆ】
เวินจือหลี: ไม่ไหวแล้วจริง ๆ คนอื่นทำข้อสอบยังได้ความภูมิใจ แต่ฉันนี่ขายแรงงานล้วน ๆ
【ต่อให้เงินหล่นจากฟ้า เธอก็ไม่เก็บหรอก!】
เวินจือหลี: พูดอะไรน่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นฉันต้องเป็นคนแรกที่พุ่งออกไปเก็บแน่
ตอนนั้นเธอกำลังก้มหน้าลอกเฉลยวิชาการเมือง เขียนทั้งด้านหน้าและด้านหลังจนหมึกปากกาหมดไปครึ่งด้าม
พอวางปากกา เธอก็ยกมือขึ้นมองอุ้งมือ เล็บจิกลงไปในเนื้อ ข้อนิ้วแดงบวม
เวินจือหลีคร่ำครวญว่า “ขืนเขียนต่อแบบนี้ ฉันได้ด้านจนเป็นตาปลาแน่”
“เป็นอะไร?” เสิ่นซวี่ถามเสียงเบา
เวินจือหลีหันไปบ่นกับเขาตามสัญชาตญาณ น้ำเสียงน้อยใจ “เสิ่นซวี่ ดูมือฉันสิ เหมือนจะผิดรูปอยู่แล้ว”
เธอคลี่นิ้วยาวเรียวขาวออกมา เพราะกำปากกาแน่นเกินไป ด้านข้างนิ้วจึงถูกกดจนแดงก่ำ
เสิ่นซวี่ขมวดคิ้ว เดิมทีอยากยื่นมือไปแตะ แต่กลับชะงักค้างกลางอากาศ เพราะในห้องเรียนช่วงเรียนค่ำมีคนอยู่เต็มไปหมด
“จริง ๆ ฉันทำเป็นหมดแล้ว แค่เขียนแล้วเหนื่อยมาก”
เธอพิงกำแพงอย่างห่อเหี่ยว ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่กำลังเลียแผลตัวเองเงียบ ๆ ตามลำพัง
