เสิ่นซวี่จนถึงตอนนี้ก็ยังอธิบายไม่ได้ว่า ตอนที่เห็นซากรถต่อหน้าต่อตานั้น เขากลัวแค่ไหน
เลือดในตัวแข็งทื่อในพริบตา สมองมึนงงไปหมด เสียงไซเรน เสียงคนโวยวาย ผู้คนรอบข้าง ล้วนเลือนรางกลายเป็นเงามืดมัวไปหมด
เขาไปถึงที่เกิดเหตุแทบจะพร้อมกับทีมแพทย์ พอเห็นว่ายังไม่มีใครรู้ว่ารถจะระเบิดหรือไม่ เขาก็ไม่ฟังเสียงห้ามปรามของผู้คน วิ่งเข้าไปทุบกระจกรถอย่างบ้าคลั่ง
คนที่อุ้มเวินจือหลีออกมาจากซากรถก็คือเขา
ฝีเท้าหนักราวกับถ่วงด้วยตะกั่ว แต่แขนทั้งสองข้างกลับเบาแทบจะนุ่มนวลราวกับกำลังประคบประหงมของมีค่า
ท่าทางทั้งระมัดระวังและดูหลงทางของเขาทำให้ผู้คนรอบข้างไม่อยากเข้าไปรบกวน
เสิ่นซวี่ไม่เข้าใจ คนที่ยิ้มและหอมแก้มเขาก่อนจากกันเมื่อครู่ อยู่ดี ๆ ทำไมถึงนอนนิ่งไร้สติอยู่ในอ้อมแขนของเขาได้
เดือนห้าแบบนี้ ทำไมอากาศถึงได้หนาวเย็นราวกับตกสู่ฤดูหนาว
ถ้าเวินจือหลีไม่อยู่แล้ว เสิ่นซวี่ก็คงไม่มีวันได้เจอฤดูใบไม้ผลิของตัวเองอีกเลย
—
ห้องนั่งเล่นและห้องครัวไม่ได้เปิดไฟ
เสียงเล็ก ๆ ดังมาจากตู้เย็น ชั้นล่างส่องแสงสีฟ้าสลัว ส่องบนใบหน้าที่งุนงงของหญิงสาว
“เสิ่นซวี่?”
“เธอตื่นได้ไง?”
ชายหนุ่มเดินเท้าเปล่า เลือดที่แข็งตัวราวกับถูกแช่แข็งไหลเวียนอีกครั้ง เขาผายลมหายใจหนัก ๆ ออกมาหนึ่งที
“มาทำอะไรตรงนี้?”
เวินจือหลีเขิน ๆ ลุกขึ้นจากพื้น มือถือกล่องไอศกรีมที่กินไปครึ่งหนึ่ง
“อยู่ดี ๆ ฉันก็นึกอยากกินขึ้นมา ตอนบ่ายเธอเอาไปแช่ไว้ ฉันลืมกินไปเลย!”
หญิงสาวมองไม่เห็นสีหน้าของเสิ่นซวี่ในแสงสลัว กระโดดโลดเต้นมาดึงแขนเขา “ฉันปลุกเธอตื่นหรือเปล่า?”
