“โกวหวา ตื่นเถิด ถึงที่แล้ว” เสิ่นฉางเหอตบก้นลูกชายที่อยู่บนหลังเบา ๆ
เสิ่นชิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้น ขยี้ตา พลางเห็นว่าฟ้าเริ่มสางแล้ว
“ท่านพ่อ พวกเรามาถึงเร็วเกินไปหรือไม่?”
เพิ่งสิ้นเสียง รถม้าคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดตรงหน้าสองพ่อลูก
เด็กชายแต่งกายหรูหราก้าวลงจากรถม้า รับหีบหนังสือจากบ่าวรับใช้ แล้วรีบเดินเข้าไปในสำนักศึกษา
จากนั้นไม่นาน ผู้คนที่พาเด็ก ๆ มาด้วยก็ทยอยเดินเข้ามา
ชั่วพริบตา บริเวณหน้าประตูสำนักศึกษาที่เคยเงียบสงัดก็พลันคึกคักขึ้น
เสิ่นชิงอวิ๋นมองท้องฟ้าอีกครั้งอย่างไม่อยากเชื่อ ตอนนี้น่าจะเพิ่งหกโมงกว่าเองไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงมาเรียนกันเช้าขนาดนี้
“ไม่เช้าเลย กำลังพอดี” เสิ่นฉางเหอวางเสิ่นชิงอวิ๋นลงจากหลัง แล้วยื่นมือไปจัดเสื้อผ้าให้เขา
ตำบลซุ่นหนิงไม่ใช่เมืองใหญ่ มีสำนักศึกษาอยู่ทั้งหมดสามแห่ง วันนี้เสิ่นชิงอวิ๋นกับบิดามาที่แห่งที่ลูกพี่ลูกน้องซึ่งเป็นบุตรชายของปู่ใหญ่เรียนอยู่
ได้ยินว่าสำนักศึกษาแห่งนี้มีอาจารย์แซ่สวี เป็นบัณฑิตซิ่วไฉ อายุยังไม่มาก เพียง 30 ปี เขาสอบได้ซิ่วไฉตอนอายุ 20 แต่กลับประสบอุบัติเหตุระหว่างเตรียมสอบจวี่เหรินจนขาบาดเจ็บ หลังรักษาหายแล้ว เวลาเดินจึงกะเผลกเล็กน้อย
เมื่อหมดหวังกับการสอบขุนนาง เขาจึงเปิดสำนักศึกษา
ส่วนอีกสองแห่งนั้น แห่งหนึ่งเปิดสอนโดยซิ่วไฉชรา อีกแห่งโดยถงเซิง หากพิจารณาเพียงคุณสมบัติของผู้สอน สำนักศึกษาแห่งนี้ก็ดีที่สุดในตำบลแล้ว
จึงมีนักเรียนมาเรียนไม่ขาด เสิ่นฉางเหอพาเสิ่นชิงอวิ๋นมาวันนี้ ก็เพื่อดูว่าสำนักศึกษาจะรับลูกชายหรือไม่ หากไม่รับ ค่อยไปถามอีกสองแห่ง
อย่างไรเสีย ตอนนี้ก็เลยช่วงรับนักเรียนมาแล้ว
สองพ่อลูกรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีเด็กที่มาสมัครเรียนแล้ว จึงเดินไปยังหน้าประตูสำนักศึกษา
ตรงประตูมีชายชราผมเริ่มหงอกคนหนึ่งยืนอยู่ตลอด
ชายชรามีประสบการณ์มาก เพียงเห็นท่าทางของสองพ่อลูกก็รู้ทันทีว่าพวกเขามาสอบถามเรื่องสมัครเรียน
เขาเอ่ยถามด้วยท่าทีเป็นกันเองแต่ยังคงสุภาพ “จะส่งลูกมาเรียนหนังสือหรือ?”
เสิ่นฉางเหอดูเก้อเขินเล็กน้อย เขายิ้มซื่อ ๆ “ท่านผู้เฒ่า ช่วยดูให้หน่อยได้หรือไม่ว่าทางสำนักศึกษาจะรับลูกชายข้าหรือเปล่า?”
“เรียกข้าว่าท่านลุงสวีก็พอ เรื่องรับหรือไม่รับ ข้าตัดสินใจไม่ได้ ก่อนอื่นข้าจะบอกกฎของสำนักศึกษาให้ฟัง หากฟังแล้วพวกเจ้ายังสนใจ ข้าค่อยไปแจ้งอาจารย์สวี”
เสิ่นฉางเหอพยักหน้ารัว ๆ แม้จะเคยไปถามเรื่องนี้ที่บ้านปู่ใหญ่มาแล้ว แต่ก็ไม่ละเอียดเท่าฟังจากคนของสำนักศึกษาเอง
ท่านลุงสวีมองเสื้อผ้าของสองพ่อลูกอย่างแนบเนียน ก่อนเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน “การเรียนที่สำนักศึกษาแบ่งเป็นสองแบบ คือเรียนยาวกับเรียนสั้น หากเพียงอยากให้เด็กรู้หนังสือและทำบัญชีเป็น เรียนสั้นก็พอ ทุกครึ่งเดือนหยุดพัก 2 วัน ช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาวก็มีวันหยุด เรียนเป็นเวลา 1 ปี ค่าเล่าเรียนปีละ 3 ตำลึงเงิน”
เสิ่นชิงอวิ๋นยิ่งฟังก็ยิ่งตาเป็นประกาย เรียนสั้นนี่ดีจริง ๆ อีกไม่นานก็จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว อากาศคงหนาวลง ตำบลซุ่นหนิงอยู่ทางเหนือ ฤดูหนาวยาวนาน คิด ๆ ดูแล้ว ใน 1 ปี อย่างมากก็คงได้เรียนแค่ครึ่งปี
ที่สำคัญคือค่าเล่าเรียนเพียง 3 ตำลึง ไม่ใช่ 12 ตำลึงอย่างที่ลูกพี่ลูกน้องบอกไว้เลย
“อีกแบบหนึ่งคือเรียนยาว นักเรียนที่ตั้งใจจะเข้าสอบขุนนางในอนาคตมักเลือกแบบนี้ เรียนยาวหยุดเดือนละ 2 วัน ยกเว้นช่วงปีใหม่ที่มีวันหยุดสองสามวัน นอกนั้นไม่มีวันหยุดยาว ค่าเล่าเรียนปีละ 12 ตำลึงเงิน”
ท่านลุงสวีหยุดพูดครู่หนึ่ง คล้ายให้เวลาพวกเขาทำความเข้าใจ ก่อนกล่าวต่อ “จะไปกลับจากบ้านก็ได้ หรือจะพักที่สำนักศึกษาก็ได้ หากไปกลับ ต้องจ่ายค่าอาหารเดือนละ 200 อีแปะ หากพักที่สำนักศึกษา ค่าอาหารเดือนละ 500 อีแปะ ส่วนค่าที่พักปีละ 1 ตำลึงเงิน”
พอได้ยินถึงตรงนี้ เสิ่นชิงอวิ๋นก็อยากลากคุณปู่มาฟังด้วยจริง ๆ เงิน 15 ตำลึงที่ท่านเก็บมาตั้งหลายปี ยังคิดจะส่งคนเรียนจนเป็นบัณฑิตอีกหรือ ถ้าเลือกเรียนยาว ค่าเล่าเรียน ค่าอาหาร และค่าที่พักรวมกันก็ปีละ 19 ตำลึงแล้ว ยังไม่รวมพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก และหนังสือ
อย่าว่าแต่ใช้กำลังทรัพย์ทั้งครอบครัวเลย ต่อให้ขายคนทั้งบ้านก็ยังพอได้แค่ค่าใช้จ่ายสองปีเท่านั้น และต้องขายได้ราคาดีด้วย
เสิ่นชิงอวิ๋นแค่ตกใจเล็กน้อย ส่วนเสิ่นฉางเหอกลับมึนงงไปหมด
เดิมทีคิดว่าเงินที่พกมานั้นเป็นก้อนโต แต่ดูตอนนี้กลับน้อยนิดจนน่าสงสาร ยังไม่พอค่าใช้จ่ายของลูกชายแม้แต่ปีเดียว
ท่านลุงสวีเห็นเสิ่นฉางเหอเงียบอยู่นานหลังฟังจบ ก็เข้าใจได้ทันที
ลูกชาวนาจะสร้างตัวขึ้นมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เสิ่นฉางเหอลำบากใจอยู่บ้าง
เสิ่นชิงอวิ๋นกลอกตาไปมา ก่อนก้าวออกไปเงยหน้าถาม “ท่านลุงสวี ขอถามหน่อยขอรับ เรียนยาวกับเรียนสั้นสอนอยู่ที่เดียวกัน หรือแยกกันสอน?”
แววประหลาดใจวาบผ่านดวงตาท่านลุงสวี เขาต้อนรับคนที่มาขอเรียนมาแล้วมากมาย แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เจอเด็กเล็กถามเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเอง
“ย่อมเรียนด้วยกัน เพียงแต่วิธีสอนของอาจารย์จะต่างกัน”
แปลว่าไม่แบ่งชั้นเรียน เรียนห้องเดียวกันสินะ
เสิ่นชิงอวิ๋นหันไปบอกเสิ่นฉางเหอทันที “ท่านพ่อ พวกเราเรียนสั้นเถิด”
เรียนสั้นมีวันหยุดเยอะ ค่าเล่าเรียนปีละ 3 ตำลึง รวมค่าที่พักแล้วก็ตกปีละ 6 ตำลึง
เงิน 15 ตำลึงที่บ้านมีเพียงพอ บางทีซื้อพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกแล้วอาจยังเหลืออยู่บ้าง
เสิ่นฉางเหอไม่ได้ตอบลูกชาย กลับหันไปพูดกับท่านลุงสวีที่อยู่ข้าง ๆ “ขอบคุณท่านลุงสวี ข้าขอกลับไปปรึกษาคนในบ้านก่อน”
พูดจบก็จูงเสิ่นชิงอวิ๋นเดินจากไป
ท่านลุงสวียังคงยิ้ม ส่งสองพ่อลูกด้วยสายตา
ในใจรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เด็กคนนั้นดูฉลาดเฉลียว บางทีอาจเป็นคนมีแววเรียนหนังสือจริง ๆ น่าเสียดายที่เกิดในครอบครัวชาวนา
สองพ่อลูกเดินไปได้ไม่ไกลก็หยุด เสิ่นฉางเหอมีสีหน้าหนักใจ เขากลุ้มเหลือเกิน เรียนยาวก็ส่งไม่ไหว ส่วนเรียนสั้นก็ทำได้แค่ให้รู้หนังสือ ซึ่งไม่ตรงกับความหวังของท่านพ่อ
เสิ่นชิงอวิ๋นเอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ พวกเราเรียนสั้นเถิด”
“ท่านปู่หวังให้เจ้าเดินตามลูกพี่ลูกน้อง เข้าสอบขุนนาง เรียนสั้นจะได้ความรู้อะไร?”
เสิ่นฉางเหอยังมีอีกประโยคที่ไม่ได้พูดออกมา นั่นคือค่าใช้จ่ายของการเรียนสั้นก็ไม่น้อยเหมือนกัน หากถึงตอนนั้นเงินหมดแล้ว ความหวังของท่านพ่อก็ยังไม่มีแม้แต่เค้าลาง
“เมื่อครู่ท่านลุงสวีไม่ได้บอกหรือว่าไม่ว่าจะเรียนยาวหรือเรียนสั้นก็อยู่ในสำนักเดียวกัน ข้าเรียนตามคนอื่นก็ได้ จ่ายเงินแบบเรียนสั้น แต่ได้ความรู้แบบเรียนยาว คุ้มจะตาย”
เสิ่นชิงอวิ๋นใช้เท้าเล็ก ๆ เตะก้อนหินข้างทาง พูดอย่างไม่ใส่ใจ
เสิ่นฉางเหอมองลูกชายแล้วครุ่นคิดถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับลูกในช่วงสองปีที่ผ่านมา หากเป็นเด็กคนอื่นพูดเช่นนี้ เขาคงไม่เชื่อเด็ดขาด แต่ถ้าเป็นลูกชายของตน ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เสิ่นชิงอวิ๋นพูดต่อ “กลับไปก็บอกท่านปู่ว่าให้เรียนสั้นไปก่อน ดูว่าข้ามีพรสวรรค์หรือไม่ ถ้ามีก็ค่อยเปลี่ยนไปเรียนยาวทีหลังก็ยังไม่สาย”
ลูกชายคิดคำพูดไว้ให้หมดแล้ว หากคนเป็นพ่ออย่างเขายังไม่เห็นด้วย ก็คงดูไร้ความสามารถเกินไป
เขายกมือแตะเงินที่อยู่ในอก ตัดสินใจเด็ดขาด “ได้ งั้นพวกเราเริ่มเรียนสั้นก่อนก็แล้วกัน”
สองพ่อลูกกลับไปที่หน้าประตูสำนักศึกษาอีกครั้ง
เมื่อเห็นทั้งคู่ แววประหลาดใจวาบผ่านดวงตาท่านลุงสวี ปกติแล้วคนที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มักไม่ย้อนกลับมา
ไม่คิดว่าจะได้พบสองพ่อลูกอีกในเวลาอันสั้น “พวกเจ้าปรึกษากันเรียบร้อยแล้วหรือ?”
“ท่านลุงสวี รบกวนแจ้งให้ทราบด้วย ลูกชายข้าจะเรียนสั้น” เสิ่นฉางเหอเอ่ย
ท่านลุงสวีไม่ได้ขยับ เพียงยิ้มตาหยี “ถ้าเรียนสั้นก็ไม่ต้องลำบากแล้ว พวกเจ้าไปเตรียมของไหว้ครูเสียก่อน เตรียมเสร็จแล้วค่อยมาก็ได้”
หากเป็นเรียนยาว ต้องให้อาจารย์สวีทดสอบต่อหน้าเพื่อพิจารณาว่าจะรับหรือไม่
ส่วนเรียนสั้นไม่จำเป็น เพราะเป็นเพียงการเรียนขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กเล็ก
พอดีว่าสำนักศึกษายังมีที่เรียนสั้นเหลืออีก 3 ที่ เรื่องนี้เขาตัดสินใจได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นชิงอวิ๋นก็แอบมองท่านลุงสวี ดูท่าท่านลุงสวีคงไม่ใช่แค่คนเฝ้าประตู แต่ยังเป็นด่านแรกในการคัดเลือกนักเรียนของสำนักศึกษาด้วย
ก็สมเหตุสมผล หากอาจารย์สวีต้องพบทุกคนที่มาขอเรียน วันหนึ่งคงไม่ต้องสอนหนังสือแล้ว เอาแต่ต้อนรับคนก็พอ
ท่านลุงสวีแนะนำด้วยความหวังดี “ต้องเตรียมของไหว้ครู 6 อย่าง ได้แก่ ขึ้นฉ่าย เม็ดบัว ถั่วแดง พุทราแห้ง ลำไย และเนื้อเส้นตากแห้ง เตรียมเสร็จแล้วค่อยมาตอนเที่ยงก็ได้ นอกจากนี้ต้องเตรียมพู่กัน หมึก และหนังสือมาเอง ส่วนหนังสือ ตอนนี้มีคัมภีร์สามอักษรเล่มเดียวก็พอ”
เสิ่นชิงอวิ๋นยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกดีกับท่านลุงสวี เห็นชัดว่าเกรงว่าพวกเขาสองพ่อลูกจะไม่รู้ จึงอธิบายไว้อย่างละเอียด
“ขอบคุณท่านลุงสวีที่ชี้แนะ”
เสิ่นชิงอวิ๋นประสานมือคารวะท่านลุงสวีตามท่าทางที่จำได้
ท่านลุงสวีหัวเราะร่า ยื่นมือมาพับนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างของเสิ่นชิงอวิ๋นที่ยื่นออกมาให้เข้าหาฝ่ามือ “ต่อไปต้องคารวะแบบนี้ เข้าใจหรือไม่?”
จากนั้นก็ลูบศีรษะเสิ่นชิงอวิ๋น “ไปเตรียมของกับพ่อเจ้าเถิด”
ของไหว้ครู 6 อย่างนั้นเตรียมได้ง่าย เพราะมีสำนักศึกษาอยู่ใกล้ ๆ จึงมีร้านขายของอยู่ไม่ไกล แถมยังจัดเป็นชุดไว้ให้เรียบร้อยด้วย
สองพ่อลูกมองหน้ากัน แล้วตัดสินใจไปซื้อพู่กัน หมึก และคัมภีร์สามอักษรก่อน
บนถนนสายนี้มีร้านหนังสือสองแห่ง แห่งหนึ่งมีหน้าร้านโอ่อ่ากว่า ชื่อหอเหวินหยวน อีกแห่งเรียบง่ายกว่า ชื่อหอฮั่นโม่
ร้านหนังสือทั้งสองอยู่ไม่ไกลกัน
เวลานี้สองพ่อลูกยืนอยู่หน้าหอเหวินหยวน เงยหน้ามองป้ายหน้าร้าน
