ยามเช้าต้นฤดูร้อน ศาลบรรพชนจวนกั๋วกงแห่งซ่างจิงปกคลุมด้วยหมอกบางเบา
ภายในศาลแว่วเสียงพระสวดมนต์ ลานกว้างมีกระถางสัมฤทธิ์สูงครึ่งคนปล่อยควันเขียวละล่อง บ่าวไพร่สาวใช้เดินขวักไขว่
เจียงโย่วหนิงยกชายกระโปรงเดินเลียบชายคาจากด้านหลัง ความระบมทั่วร่างทำให้นางก้าวเท้าไม่ถนัด
ประตูไม้แกะสลักด้านซ้ายพลันเปิดออก มือใหญ่ขาวซีดและแข็งแกร่งยื่นมาคว้าเอวบางของนางอย่างแม่นยำ ก่อนฉุดนางเข้าไปในห้องโถงด้านในโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เจียงโย่วหนิงตกใจแทบจะร้อง
มือของผู้นั้นปิดริมฝีปากนางไว้ เสียงทุ้มใสกังวานข้างหู
“ข้าเอง”
กลิ่นกำยานหอมคุ้นเคยลอยมา เจียงโย่วหนิงเห็นหน้าชายหนุ่มที่โอบนางไว้ชัด แววตาสีดำสนิทหดเล็ก ดวงใจเต้นระทึก มือทั้งคู่ผลักอกหนากว้างของเขาออก ริมฝีปากสีชมพูอิ่มขยับแต่ไร้เสียง
ชายหนุ่มตรงหน้าสันจมูกโด่ง ริมฝีปากแดงเรียวบาง ใบหน้างดงามล้ำ รวบผมเป็นมวยแบบจื่ออู่ดูทะมัดทะแมง สง่างาม เยือกเย็นและทรงอำนาจ
นี่คือพี่ชายใหญ่ของนาง จ้าวหยวนเช่อ ออกรบอยู่ชายแดนนานห้าปี เพิ่งหวนกลับมาพร้อมชัยชนะเมื่อครึ่งเดือนก่อน
วันนี้ในจวนมีพิธีเซ่นไหว้บรรพชนเพื่อแสดงความดีความชอบของเขาให้บรรพบุรุษได้รับทราบ
จ้าวหยวนเช่อปล่อยนางแต่ไม่ถอยหลัง ทอดสายตาดำเข้มรูปหงส์แคบเรียวยาวมองนาง
คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบ เคลื่อนพลเกณฑ์ทหาร พลังที่แผ่ออกมาทั้งร่างน่าเกรงขาม เพียงแค่มองอย่างสงบก็แฝงความศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิดจนไม่มีใครกล้าสบตา
นางแต่งกายเรียบง่ายมาโดยตลอด มวยผมดำขลับปักเพียงปิ่นเงินดอกชาขาวที่หัวปิ่นสึกราวจะจางหายเพราะสวมใส่มานาน ติ่งหูนุ่มนวลอิ่มเอิบประดับตุ้มหูเงินเม็ดจิ๋วแทบซ่อนเร้น
ใบหน้าขาวดุจหิมะยิ่งเด่นชัดด้วยผมดำ ดวงตาท้อฮัวเยิ้มระยับหางตาระเรื่อสีชมพูอ่อน ปลายคางแหลม สีหน้าหวาดหวั่นประหนึ่งลูกสัตว์ที่ตื่นตระหนก
“ท่านพี่…”
เจียงโย่วหนิงข่มใจที่เต้นระรัว เรียกสติกลับมา เอ่ยเรียกเขาเสียงแผ่ว หน้าซีดเซียว
นางถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่ด้านหลังคือกำแพงเย็นแข็ง มือสองข้างไขว่หลังสัมผัสกำแพงเย็นเยียบ ร่างสูงใหญ่ของเขาปกคลุมนางไว้ทั้งหมด คล้ายกระต่ายขาวตัวน้อยที่ถูกเหยี่ยวจ้องจนไม่มีทางหนี
จ้าวหยวนเช่อก้าวเข้ามาใกล้
บรรยากาศเฉพาะตัวของเขาพุ่งเข้ามารุกราน ใบหน้างามล้ำใกล้เพียงเอื้อม นางมองเห็นแพขนตายาวตรงของเขาและเงาหนาทึบชัดเจนจนใจสับสน
เจียงโย่วหนิงกัดริมฝีปาก แผ่นหลังแนบชิดกำแพง สองมือควานหาโดยไม่รู้ตัว ไม่อาจห้ามใจที่เต้นดังกลอง ความคิดในหัวว่างเปล่า เลือดลมไหลย้อน หัวใจบีบแน่นประหนึ่งจะกระโดดออกจากลำคอ
เขาอยู่เหนือกว่า มุมที่มองลงมาเช่นนี้ชวนให้นางนึกถึงเมื่อคืนนี้อย่างห้ามไม่อยู่…
จ้าวหยวนเช่อเม้มปากเงียบ จู่ๆ ก็ยกมือ
เจียงโย่วหนิงใจหล่นวูบ แทบกระโดด
กลับเห็นจ้าวหยวนเช่อค่อยๆ ตักยาขี้ผึ้งสีเขียวออกจากกล่องยาหยกขาว
กลิ่นยาหอมหวานเข้มข้นกระจายคลุ้งระหว่างทั้งสองอย่างรวดเร็ว ประสานกลิ่นของแต่ละคนเข้าด้วยกันจนแยกไม่ออก
มือของเขาล้วงไปยังแถบเอวนาง
“ท่านพี่จะทำอะไร”
เจียงโย่วหนิงกุมเอวด้วยความตื่นตระหนก กลืนน้ำลายร่างหดถอยโดยอัตโนมัติ
“ทายา”
จ้าวหยวนเช่อเอ่ยเรียบๆ ราวกับเป็นเรื่องสมควร
“ไม่ ไม่อย่างนั้นเถิด…”
เจียงโย่วหนิงหน้าแดงแปร๊ด อยากยกกระโปรงขึ้นปิดหน้า มือทั้งคู่โบกไปมาหลายครั้ง ก่อนรีบจับข้อมือเขาไว้
อุณหภูมิกายเขาถ่ายทอดผ่านเนื้อผ้าบางๆ มา ร้อนจนหน้าผากนางซึมเม็ดเหงื่อหนาแน่น
นางกับจ้าวหยวนเช่อมิใช่พี่น้องร่วมสายโลหิต
ปีที่นางอายุแปดขวบ จวนกั๋วกงตามหาธิดาแท้ๆ จ้าวเชียนหัวพบ แต่ไม่ได้สืบหาชาติกำเนิดของเจียงโย่วหนิง บอกเพียงว่านางควรแซ่เจียง
เจียงโย่วหนิงจึงเปลี่ยนแซ่ด้วยตนเอง
ยังดีที่ภริยาจวนกั๋วกงเมตตา หลังจากหาธิดาในไส้เจอ มิได้ขับไล่เจียงโย่วหนิงไป ยังคงเลี้ยงดูในจวน
แต่เด็กกำพร้าคนหนึ่งไร้ชาติกำเนิดชัดเจน อยู่ในเรือนหลังที่เขมือบคน สภาพการณ์จะเป็นเช่นไรย่อมรู้แก่ใจ
ยังดีที่พี่ชายใหญ่จ้าวหยวนเช่อมีนิสัยตรงไปตรงมา ยุติธรรม มักทนเห็นเรื่องไม่เป็นธรรมไม่ได้
เจียงโย่วหนิงอาศัยบารมีเขาจึงพ้นทุกข์มามาก จึงแตกต่างจากคนทั่วไปกับจ้าวหยวนเช่อโดยธรรมชาติ แต่นางไม่เคยคิดเลยสักนิด ยิ่งเพิ่มความเคารพนับถือ
จ้าวหยวนเช่อเป็นดั่งเทพเจ้าในใจนาง มิบังควรล่วงเกินแม้แต่น้อย
เมื่อคืนจ้าวหยวนเช่อดื่มสุรามากเกินไป นางไม่วางใจ จึงปรุงน้ำแก้อาการเมาไปให้เขาด้วยตัวเอง
คิดไม่ถึงว่าจ้าวหยวนเช่อหลังจากเมาจะเข้าใจผิดคิดว่านางคือผู้ใด เอ่ยเรียก “ชิงชิง” ไม่หยุด
เรือเดียวดายถูกคลื่นซัด กระจายดวงดาวเต็มสระ
เจียงโย่วหนิงไม่เคยเห็นเขาเมามาก่อน และไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องดูแลเขาทั้งคืน
ทั้งคืนมิได้หลับ
เขาคืนนั้นเร่าร้อนดุจไฟ แตกต่างจากปกติที่เยือกเย็นสงบเสงี่ยมอย่างสิ้นเชิง
คนที่กินสุราเกินขนาดยากจะรับมือจริงๆ นางตรากตรำจนฟ้าสาง ร่างกายเหมือนแยกเป็นชิ้นๆ
เจียงโย่วหนิงอาศัยตอนใกล้รุ่ง ร่างกายที่ระบมทั้งร่างกลับเรือนของตน เพิ่งทันเปลี่ยนเสื้อกระโปรงหนึ่งชุด ก็ต้องมาศาลบรรพชน
ไม่รู้ว่าคนที่จ้าวหยวนเช่อพร่ำเพ้อถึงอย่าง “ชิงชิง” คือใครกันแน่
ตอนนางใจลอยนั้น เอวบางก็ถูกมือใหญ่ควบคุมเสียแล้ว
จ้าวหยวนเช่อมือคล่องแคล่วอย่างมาก เพียงเกี่ยวและดึงเบาๆ
นางไม่ทันได้ดิ้นรน แถบเอวก็หลวม กระโปรงพลิ้วลง
ที่ลับขาวเนียนสะท้อนแสงวาววับ รอยด่างสีแดงกระจายอยู่ทั่วไป ปนแดงม่วงเป็นรอยจางๆ
จ้าวหยวนเช่อลมหายใจติดขัดเล็กน้อย แววตาสงบพลันปั่นป่วน
เขาค่อยๆ ย่อตัวลง
“เจ้า…”
เจียงโย่วหนิงอยากหนีก็หนีไม่พ้น ความอับอายเหมือนน้ำขึ้นท่วมนางอย่างรวดเร็ว สีแดงบนใบหน้าลามไปถึงใต้รอยบุ๋มกระดูกไหปลาร้า
นางลำบากดูแลคนเมาเขาทั้งคืน กินความทุกข์ไปมาก มือพิงกำแพงด้วยความเขินอาย นิ้วเท้าขดแน่น กัดริมฝีปากเบือนหน้าหนี ติ่งหูขาวเนียนสีชมพูแดงจวนเจียนจะหยดเลือด
จ้าวหยวนเช่อเป็นคนฝึกวรยุทธ ปลายนิ้วมีตาปลาจากการจับดาบมาทั้งปีค่อนข้างหยาบ
กลิ่นหอมของยาขี้ผึ้งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ อบอวลในลมหายใจของเจียงโย่วหนิงไม่จางหาย
ร่างนางพลันตึงแน่น ใช้เล็บจิกฝ่ามืออย่างแรง พยายามพิงกำแพงเพื่อให้ตัวเองทรงตัวอยู่ ไม่ล้มลงนั่ง
ในหัวอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพเมื่อคืนนั้น
“อี้เหิงล่ะ? ทำไมยังไม่มา?”
หน้าประตู จู่ๆ ก็มีเสียงของภริยาจวนกั๋วกงฮูหยินหานดังขึ้น อี้เหิงคือชื่อรองของจ้าวหยวนเช่อ
เจียงโย่วหนิงได้ยินดังนั้น ใบหน้าพลันซีดเผือดสีโลหิตดับสิ้น ร่างกายแข็งทื่อค้างอยู่ตรงนั้น มือเท้าเย็นเฉียบ ลมหายใจพลันหยุดชะงัก
นางกับจ้าวหยวนเช่อยังมีชื่ออยู่ในสมุดตระกูลเดียวกัน คนข้างนอกรู้กันว่าเป็นพี่น้อง
หากตอนนี้ฮูหยินหานผลักประตูเข้ามา เห็นสภาพเช่นนี้ พวกเขาจะต้องตายตกไปตามกันมิใช่หรือ
“แปลก คุณชายรองมาที่นี่แล้วแน่นอน ข้าน้อยเห็นกับตา อยู่นอกห้องโถงด้านในใช่หรือไม่”
มีคนรับใช้ตอบฮูหยินหาน
ครู่ต่อมา ประตูห้องโถงด้านในก็ถูกคนรับใช้เคาะดังขึ้น
“คุณชาย ท่านอยู่ข้างในหรือไม่ขอรับ”
คำของคนรับใช้แต่ละคำเหมือนสว่านเจาะเข้าที่ใจเจียงโย่วหนิง นางรู้สึกราวกับถูกเหวี่ยงบนกองไฟ ร้อนรนดุจใจจะไหม้ อดไม่ได้ที่จะมองไปยังจ้าวหยวนเช่อ
จ้าวหยวนเช่อเหมือนไม่ได้สดับการเคลื่อนไหวข้างนอก เขาคุกเข่าข้างเดียว ขนตาดำตรงเป็นเงา สีหน้าเย็นชาสงบนิ่ง จดจ่อกับการเคลื่อนไหวในมือ แรงไม่หนักไม่เบา ละเมียดละไมสม่ำเสมอ
ประหนึ่งว่าฮูหยินหานข้างนอกไม่มีตัวตน สิ่งเดียวในใต้หล้านี้ที่สำคัญคือเรื่องตรงหน้า