เมื่อร่างสูงใหญ่สง่างามของจ้าวหยวนเช่อก้าวออกจากศาลบรรพชนเสียก่อน นางถึงรู้ว่าด้านนอกฝนตกแล้ว
ฝนโปรยปรายบางเบา ละอองชื้นเย็นเฉียบพัดปะทะใบหน้า นางอดสะท้านกายมิได้
“นายท่าน”
ด้านข้าง ชิงเจี้ยนผู้ติดตามจ้าวหยวนเช่อตลอดกาล ยื่นร่มกระดาษมันคันหนึ่งให้
จ้าวหยวนเช่อกางร่ม หันหน้ามาเป็นสัญญาณให้เจียงโย่วหนิงตามไป
เจียงโย่วหนิงชะงักเท้าอย่างลังเล
“คุณหนูเจียง นายท่านมาส่งท่านกลับ” ชิงเจี้ยนเอ่ยพลางยิ้ม
“ขอบคุณพี่ชาย”
เจียงโย่วหนิงนึกขึ้นได้ว่าตนยังมีเรื่องจะพูดกับจ้าวหยวนเช่อ จึงก้มหน้าคำนับเขาแล้วก้าวตามไป
ชิงเจี้ยนมองคนทั้งคู่กางร่มเดินเคียงคู่ท่ามกลางสายฝนพรำ เงาร่างยามอยู่ด้วยกันช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก ประหนึ่งภาพวาดหมึกชั้นยอด เขาส่ายหน้าพลางแอบทอดถอนใจ
“พี่ชาย ข้าอยู่เรือนเสี่ยวอิ่นจนเคยตัวแล้ว คงไม่ไปเรือนฝูหยงหรอก”
เจียงโย่วหนิงทบทวนถ้อยคำอยู่นานกว่าจะคิดหาวิธีเอ่ยกับเขาได้
นางย่างเท้าช้าลงครึ่งก้าว จึงกล้ามองเขาอย่างเปิดเผย
เขาสูงกว่านางเต็มศีรษะ เรือนใบหน้าด้านข้างโค้งเว้าเด่นชัดและเรียบเนียน ริมฝีปากเม้มแน่นแฝงความห่างเหินเบาบาง ประหนึ่งจันทราลอยเด่นกลางหาว ไกลเกินเอื้อม
“อยู่เรือนฝูหยงไปนาน ๆ ก็จะเคยเอง”
จ้าวหยวนเช่อเก็บมือข้างหนึ่งไว้ด้านหลัง น้ำเสียงเรียบเฉยแต่ไร้ช่องโต้แย้ง
เจียงโย่วหนิงเม้มริมฝีปาก ครุ่นคิดไม่ออกว่าจะหาข้ออ้างใดมาปฏิเสธอีก
เรือนฝูหยงตั้งอยู่ริมเรือนหลัก ซึ่งเป็นใจกลางเรือนชั้นใน
นางต้องออกไปทำงานที่โรงหมอ หากอยู่เรือนเสี่ยวอิ่นก็สามารถเข้าออกทางประตูมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพียงจัดการติดสินบนหญิงเฝ้าประตูไว้ ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นมาโดยตลอด
หากออกจากเรือนฝูหยง หนทางก็ไกลเกินไป อีกทั้งผู้คนชุกชุมสายตาจับจ้อง ความลับนี้ย่อมปิดไม่อยู่
แม่นมอู๋ แม่นมของนาง จู่ ๆ ก็ล้มป่วยด้วยโรคร้ายเมื่อสามปีก่อน เป็นอัมพาตนอนติดเตียง ปากเบี้ยวตาถลน พูดไม่ได้
นางถูกแม่นมอู๋เลี้ยงดูมาแต่เล็ก แน่นอนว่าย่อมต้องเลี้ยงดูส่งเสียท่านจนวาระสุดท้าย
เพราะไม่มีเงินรักษาแม่นมอู๋ นางจึงแอบไปช่วยงานที่โรงหมอ ได้ค่าตอบแทนมาซื้อยาให้แม่นมอู๋ ฝึกฝนกับหมอมานานกว่าปี ตอนนี้ก็สามารถฝังเข็มให้แม่นมอู๋เองได้
อาการของแม่นมอู๋ตอนนี้ดีขึ้นกว่าแรกเริ่มมากนัก
หนทางสิ้นสุดลงเพียงชั่วครู่ที่ความคิดของนางล่องลอย
จ้าวหยวนเช่อหยุดยืนที่หน้าเรือนเสี่ยวอิ่น
เจียงโย่วหนิงก้าวออกนอกร่ม หันกายกลับมาค้อมตัวให้นางหยวนเช่อเล็กน้อย ก้มศีรษะกล่าวว่า “สภาพข้าตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว พี่ชายไม่ต้องเป็นห่วงข้าอีกเลย”
จนปัญญาคิดข้ออ้างดี ๆ จึงจำเป็นต้องปฏิเสธไปตรง ๆ
นางก้มหน้านิ่ง ทั่วร่างเต็มไปด้วยความห่างเหิน ชัดเจนว่าต้องการตัดขาดกับเขา
จ้าวหยวนเช่อก้มหน้ามองนางอย่างเงียบงัน
เจียงโย่วหนิงรู้สึกอึดอัดเสียจนอยู่ไม่สุข กำลังลังเลว่าควรหันกายเดินจากไปดีหรือไม่
ทันใดนั้นก็ได้ยินนางหยวนเช่อกล่าวว่า “ผ้าเช็ดเหงื่อตกอยู่ที่ข้า เมื่อไหร่จะไปเอา”
ใบหน้าของเจียงโย่วหนิงร้อนผ่าวขึ้นในบัดดล หมดกังวลเรื่องจะเหินห่างกับเขา หันหลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อเช้านี้ นางรีบร้อนกลับมาที่เรือน จึงเพิ่งรู้ว่าผ้าเช็ดเหงื่อที่ใช้รัดเสื้อชั้นในตกอยู่ที่เขา
เขาโยนทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องตั้งใจเอ่ยถึงเรื่องนี้ด้วย
เจียงโย่วหนิงวิ่งเข้ามาในเรือนเล็ก ๆ ก็เห็นควันสีเขียวลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายใน
ฟู่ยวี่สาวใช้ กำลังถือพัดใบเตยนั่งเฝ้าเตาต้มยาอยู่ใต้ชายคา
เห็นนางเข้ามา ฟู่ยวี่รีบลุกขึ้นคำนับ “คุณหนู กลับมาแล้วหรือ”
เจียงโย่วหนิงมองสำรวจนางด้วยความสงสัย “จู่ ๆ ก็มาขยันทำงาน หรือดื่มเหล้าปลอมเข้าไป”
ตัวนางมีสาวใช้เพียงสองคนคือ ฟังเฟยกับฟู่ยวี่
ฟังเฟยเป็นเด็กที่แม่นมอู๋เก็บมาเลี้ยง อยู่กับนางตั้งแต่เล็ก ซื่อสัตย์ภักดีต่อนางยิ่งนัก รักใคร่เหมือนพี่น้อง
ฟู่ยวี่เป็นทาสที่เกิดในจวน
หลังจากคุณหนูแท้ ๆ จ้าวเชียนหัวกลับมาจวน สถานะของเจียงโย่วหนิงในจวนกั๋วกงก็ตกต่ำถึงขีดสุด
บ่าวไพร่มักประจบสอพลอผู้มีอำนาจ จึงพากันแยกย้ายไปจนหมด
เหลือเพียงฟู่ยวี่ที่อยู่ต่อ
ทว่าฟู่ยวี่ไม่ยอมทำงาน
เจียงโย่วหนิงแอบสังเกตนางมาก่อน พบว่านางไม่ใช่คนของฮูหยินหาน เพียงแต่ขี้เกียจโดยแท้ จึงปล่อยนางไปตามเลย
เพราะหากไล่ฟู่ยวี่ไป ฮูหยินหานอาจฉวยโอกาสส่งคนมาแทน
แต่วันนี้ฟู่ยวี่ขยันขึ้นอย่างกะทันหัน น่าประหลาดนัก
“คุณหนูกลับมาแล้ว” ฟังเฟยยิ้มแย้มออกจากเรือนมาต้อนรับ ส่งสายตาค้อนให้ฟู่ยวี่ “ต้องให้ท่านซื่อจื่อกลับมาถึงจะจัดการพวกทาสขี้เกียจได้”
ฟู่ยวี่รีบหันมาทางเจียงโย่วหนิง “คุณหนู ข้ารู้ว่าผิดแล้ว ท่านอย่าไปฟ้องท่านซื่อจื่อเลยนะ”
เจียงโย่วหนิงถอดเสื้อนอก ก้าวเข้าเรือน “ข้าไม่ว่างทำเรื่องไร้สาระเช่นนั้น”
ฟังเฟยรับเสื้อนอกไว้
“วันนี้แม่นมอู๋เป็นอย่างไรบ้าง”
เจียงโย่วหนิงถามพลางเอื้อมมือจัดหมอนนุ่มให้แม่นมอู๋ เริ่มนวดแขนให้ท่าน
“วันนี้ทานได้ไม่น้อย โจ๊กลูกเดือยหมดชามเลย” ฟังเฟยยิ้มพลางนวดขาให้แม่นมอู๋ “ข้าพูดกับท่านยังรู้จักกระพริบตาตอบรับข้าเลย”
“จริงหรือ แม่นม”
เจียงโย่วหนิงมองไปที่แม่นมอู๋
แม่นมอู๋กระพริบตาอย่างยากเย็น
เจียงโย่วหนิงอดยิ้มมิได้ “ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อย ๆ แม่นมอย่ากังวลใจ ค่อย ๆ ฟื้นฟูไปนะ”
“คุณหนู ตัวท่านมีกลิ่นยาติดมาด้วยหรือ”
ฟังเฟยเอ่ยถามด้วยความไม่วางใจ
“แค่เท้าพลิกเล็กน้อย ทายาไปนิดหน่อย”
ใบหน้าของเจียงโย่วหนิงเริ่มร้อนผ่าวอีกครา
ครีมทาของจ้าวหยวนเช่อ กลิ่นยาช่างแรงกล้าเสียจริง
“ตรงไหน ข้าขอดูหน่อย”
ฟังเฟยยิ่งเป็นห่วงเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เจียงโย่วหนิงจะให้นางดูได้อย่างไร รีบกล่าว “ไม่เป็นไร อีกไม่กี่วันก็หายแล้ว”
“ข้าไปตักน้ำร้อนมาให้ท่านอาบน้ำแช่ตัว พักผ่อนเสียหน่อย แม่นมทางนี้ข้าเฝ้าเอง”
ฟังเฟยสงสารนาง จึงเร่งให้นางไปอาบน้ำพักผ่อน
เจียงโย่วหนิงไม่ได้นอนทั้งคืนเมื่อวาน ร่างกายยังคงปวดเมื่อยไปทั้งตัว และอ่อนล้าโดยแท้
หลังฉากกั้น
นางคลายอาภรณ์ ก้มมองตนเอง ร่างกายเต็มไปด้วยความเจ็บปวดระบมดังเกลือทาแผล ยืดเยื้อยาวนาน ซึมลึกถึงไขกระดูก ประหนึ่งเสียงดนตรียังคงก้องกังวานในโสต ไม่อาจสลัดทิ้ง
ตั้งแต่ใต้ไหปลาร้ายันข้อเท้า เต็มไปด้วยรอยจูบสีเขียวคล้ำม่วงแดง
จ้าวหยวนเช่อดูดจูบรุนแรงเกินไปแล้ว
แต่ถึงร่องรอยจะมีมากมาย กลับไม่ปรากฏแม้แต่นิดที่ลำคอของนาง
ตรงกันข้าม นางเพียงแค่กัดเขาไปหนึ่งที กลับมีรอยให้เห็นเด่นชัด
นางหย่อนกายลงอ่างอาบน้ำ เอามือทั้งสองข้างวักน้ำลูบบนใบหน้าร้อนผ่าว หลังจากอาบน้ำแล้ว ร่างกายยิ่งอ่อนล้ากว่าเดิม
เมื่อเอนกายลงบนเตียง ในหัวยังคงสับสนวุ่นวาย กอดผ้าห่มคิดถึงเรื่องราวเมื่อคืน ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด จึงค่อย ๆ จมหายเข้าสู่ห้วงนิทรา
“คุณหนู แม่นมเฟิงมาแล้ว ฮูหยินกั๋วกงเชิญท่านไปร่วมรับประทานอาหารเช้า”
เสียงของฟังเฟยแว่วมา
เจียงโย่วหนิงลืมตามองซ้ายขวา ภายนอกฟ้าเพิ่งสาง นางนอนหลับไปจนถึงเช้าวันถัดมาเสียได้
ท่วงท่าที่นางพยุงกายลุกขึ้นพลันชะงัก ใบหน้าเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มขมวดเข้าหากัน ท้องน้อยยังคงปวดระบมอย่างหนัก
“เท้าที่เคล็ดของคุณหนูเจ็บหรือไม่” ฟังเฟยยื่นมือมาพยุง “มิฉะนั้นข้าไปบอกแม่นมเฟิงว่าไม่ไปดีหรือไม่”
เจียงโย่วหนิงส่ายหน้า “ฮูหยินนาน ๆ ทีจะเรียกข้าสักครั้ง ไปไม่ย่อมสมควร”
นางลุกขึ้นชำระล้างและแต่งกาย จัดการเรียบร้อยแล้วจึงติดตามแม่นมเฟิงไปยังเรือนหลัก
แม่นมเฟิงผลักประตู “ฮูหยิน คุณหนูเจียงมาแล้ว”
เจียงโย่วหนิงยกชายกระโปรง ก้าวข้ามธรณีประตู ขณะเงยหน้าขึ้น ลมหายใจพลันสะดุด
ร่างสูงใหญ่สง่างามมาปรากฏแก่สายตาโดยไม่ทันคาดคิด เขาคงจะไปเข้าเฝ้าในอีกครู่หนึ่ง จึงสวมอาภรณ์เข้าเฝ้าสีแดงชาดแขนเสื้อแคบ คาดเข็มขัดหนัง
ใบหน้าหล่อเหลาเรียบง่ายเมื่ออยู่กับสีแดงชาดเข้มข้น กลับไม่รู้สึกขัดตาแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับยิ่งขับเน้นให้ท่วงท่าสง่างามเด่นชัดขึ้น
แม้แต่แสงเทียนในเรือนที่ยังมิทันดับยังลำเอียงรักใคร่เขา ราวกับห่อหุ้มเขาด้วยรัศมีบางเบา
ใจของเจียงโย่วหนิงเต้นรัว จ้าวหยวนเช่อก็อยู่ที่นี่ด้วย
ท่วงท่าเขาเคร่งขรึม ดวงตาเรียบเฉย เช่นเดียวกับที่ผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่แม้แต่ชายตามองนางสักแวบ
ยังทำให้รู้สึกราวกับว่า ราตรีอันเร่าร้อนวุ่นวายนั้นเป็นเพียงความฝันเลือนลาง
เจียงโย่วหนิงลดสายตาลงคำนับ “คารวะท่านแม่ คารวะพี่ชาย”
เขากับนาง ไม่เคยใกล้ชิดสนิทสนมกันอยู่แล้ว
นอกจากเรื่องไม่คาดฝันครั้งนั้น
นางเคยได้รับอานิสงส์จากเขาไม่น้อย แต่สำหรับเขาแล้ว ทุกอย่างล้วนเป็นกิจธุระตามหน้าที่ทำไปเพื่อรักษาหน้าตาของจวนกั๋วกงเท่านั้น
เขาไม่เคยเหลียวแลนาง
จ้าวหยวนเช่อนั่งลง
ฮูหยินหานยิ้มต้อนรับ “โย่วหนิง มา นั่งทางแม่นี่สิ ทานเถอะ อย่าเกรงใจ”
เจียงโย่วหนิงเดินไปนั่งลง ยกตะเกียบขึ้นหมายตาเพียงแต่ขนมตรงหน้า ไม่มองจ้าวหยวนเช่ออีก
นางเข้าใจเจตนาที่ฮูหยินหานเรียกนางมาเช่นกัน ก็แค่ต้องการแสดงให้จ้าวหยวนเช่อเห็นในทางปฏิบัติว่า นางไม่เคยถูกกดขี่ข่มเหง
ฮูหยินหานเงยหน้าขึ้นก็เห็นรอยฟันที่ลำคอของจ้าวหยวนเช่อ นางคีบเสี่ยวหลงเปาใส่จานเล็กกระเบื้องเคลือบสีชมพูขาวที่อยู่ตรงหน้าจ้าวหยวนเช่อ “อี้เหิง หญิงข้างนอกของเจ้านั่น ไม่ใช่คนดีมีสกุลกระมัง”
เจียงโย่วหนิงได้ยินดังนั้นมือพลันสั่น ตะเกียบคีบขนมพุทราร่วงหล่นกลับลงจาน หัวใจปั่นป่วนราวคลื่นยักษ์ถาโถม