สายตาของเวินซ่งเหลือบผ่านเสิ่นหมิงถังที่ตามหลังเขามา น้ำเสียงเรียบเฉย “ไม่ต้องแล้ว ถงอู้กำลังรอฉันอยู่”
“เวินซ่ง”
โจวอวี้ชวนสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอในที่สุด จึงคว้าข้อมือไว้ “เดี๋ยวก่อน”
เวินซ่งพยายามสะบัดมือออก แต่เขากลับยืนนิ่งไม่ไหวติง ก่อนหันไปบอกเสิ่นหมิงถัง “คุณไปที่รถก่อน”
“ได้สิ มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกับเสี่ยวซ่งนะ”
เสิ่นหมิงถังวางท่าดูใจกว้าง ทว่ากำมือแน่น ก่อนขึ้นรถก็ยังถลึงตามองเวินซ่งอย่างไม่พอใจ
นิ้วหัวแม่มือของโจวอวี้ชวนลูบไล้ด้านในข้อมือของเวินซ่ง เขาเอ่ยอย่างลังเล “เรื่องที่โรงพยาบาลคราวก่อน ที่คุณทำให้หมิงถังบาดเจ็บ เธอตกลงว่าจะไม่แจ้งความและไม่เอาเรื่องแล้ว ผมก็รับปากเธอไว้ เรื่องย้ายบ้านคงต้องเลื่อนไปก่อน”
เห็นได้ชัดว่าเธอแค่เอาคืนด้วยวิธีเดียวกับที่อีกฝ่ายทำกับเธอ แต่ตอนนี้เขากลับทำเหมือนเสิ่นหมิงถังเป็นฝ่ายใจกว้าง ไม่คิดเอาเรื่องเธอ
ส่วนเขาเองก็ทำไปเพื่อเธอ ถึงได้จำใจรับปากคนในดวงใจว่าจะอยู่บ้านต่อ
ราวกับทุกคนกำลังชดใช้ให้กับความหุนหันและเอาแต่ใจของเธอ
“ถ้าฉันเป็นคนแจ้งความล่ะ?”
“อะไรนะ?”
“ฉันถูกผลักตกลงมาจากบันไดสูงขนาดนั้น หัวแตกเลือดอาบ ยังแจ้งความไม่ได้หรือไง?”
เวินซ่งมองเขาด้วยแววตาสงบนิ่ง “วันนั้นถ้าฉันแจ้งความ คุณจะทำยังไง? คุณคงเอาแต่คิดว่าจะช่วยเสิ่นหมิงถังจัดการเรื่องให้เรียบร้อยยังไงสินะ”
สองคำนั้นที่ได้ยินตรงระเบียงโรงพยาบาลทำให้เวินซ่งรู้สึกขบขันมาตลอด
เธอบาดเจ็บถึงขนาดนั้น แต่สิ่งแรกที่สามีคิดกลับเป็นการช่วยคนอื่นจัดการเรื่องให้เรียบร้อย
