หลังจากฮ่องเต้และไทเฮาเสด็จมาแล้ว ทุกคนก็ถวายบังคมและนั่งลงตามที่ ไม่มีเวลามาคิดถึงเรื่องของฮองเฮาอีกต่อไป
การคัดเลือกนางสนมเริ่มขึ้น เหล่าสาวงามที่เข้าคัดเลือกเข้ามาทีละสิบคน
นี่เป็นการประกาศรับนางสนมครั้งที่สองนับตั้งแต่อิ่งฉียงโหลวขึ้นครองราชย์ ดังนั้นจึงต้องคัดเลือกให้มากไว้ก่อน
เพราะฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรคตตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ เพิ่งมีพระชนม์มายุได้ยี่สิบเจ็ดปี ยังมีพระอนุชาอีกหลายองค์ที่ยังไม่ได้อภิเษก ดังนั้นสาวงามในครั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อฮ่องเต้เท่านั้น แต่เชื้อพระวงศ์จำเป็นต้องเลือกด้วย
อู๋เหมียนไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ ในตอนแรก นางรู้ดีว่าฮ่องเต้และไทเฮามีคนที่ต้องการจะคัดเลือกไว้อยู่แล้ว
เป็นเช่นนั้นจริง ๆ สองสามกลุ่มแรก คัดเลือกไว้เจ็ดคน มิได้หมายความว่าจะต้องเข้าวังหลังทั้งหมด แต่ต้องเข้าไปในหมู่เชื้อพระวงศ์เป็นแน่
เมื่อถึงกลุ่มที่ห้า ไทเฮาทรงชี้ไปที่สาวงามคนหนึ่งแล้วตรัสถามฮ่องเต้ว่า “คนนี้ ข้าเห็นว่าดีไม่เบา ฝ่าบาทเห็นว่าอย่างไร?”
น่าจะเกรงว่าฮองเฮาจะไม่พอพระทัย จึงตรัสถามฮองเฮาอีกหนึ่งประโยคว่า “ฮองเฮาเห็นว่าอย่างไร?”
อู๋เหมียนขยับไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “พระเนตรของเสด็จแม่แหลมคมยิ่งนัก สตรีผู้นี้มองทีเดียวก็รู้ว่าอุปนิสัยดีและหน้าตาโดดเด่น ลูกคิดว่าดีมาก แต่ว่าเสด็จแม่ลองมองคนทางซ้ายนั่นสิ ไม่ดีเช่นกันหรือ? ลูกรู้สึกว่านางงดงามเหลือเกิน เก็บไว้ด้วยกันสักคนจะเป็นอย่างไร?”
คำพูดนี้ออกมา ไทเฮาก็ทรงประหลาดใจ ฮ่องเต้ก็ทรงประหลาดใจ เหล่าเสนาสนมยิ่งประหลาดใจหนักกว่า
ความขี้หึงของฮองเฮาเป็นที่เลื่องลือ นางกลับเอ่ยปากขอเก็บคนเสียเอง? นี่ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก!
“อื้ม สายตาของฮองเฮาดีจริง ๆ เอาเช่นนั้นก็แล้วกัน” ไทเฮาไม่สะดวกที่จะไม่ไว้หน้าเช่นกัน
อู๋เหมียนมิได้ทำอะไรโดยไร้เหตุผล สตรีผู้นั้นแอบมองฮ่องเต้หลายครั้งแล้ว สีหน้าแสนประหม่าตอนที่มอง หากนางเสนอ นางก็ดีใจจนเหลือเกิน เห็นชัดว่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง
หากมองแล้วไม่ยินดี นางก็คงไม่ทำอะไรตามอำเภอใจ เพราะมิใช่จะไปทำลายชีวิตของสตรีผู้นั้นหรือ?
ไทเฮากับฮองเฮาทรงตัดสินใจแล้ว ฮ่องเต้ก็ทรงพยักหน้าโดยธรรมชาติ
แล้วกลุ่มต่อ ๆ มา อู๋เหมียนยังชี้ให้เห็นอีกหลายคน นับได้ว่างดงามทั้งนั้น แต่ไทเฮากับฮ่องเต้ก็ไม่อาจเก็บไว้ได้ทั้งหมด
แต่เพราะสายตานางดีจริง ๆ (หากพูดถึงเพียงความงาม) ไทเฮาก็ไม่ดีที่จะบอกว่าทุกคนใช้ไม่ได้ ดังนั้นจึงทรงเก็บไว้ถึงสี่คน
สี่คนนี้ล้วนไม่มีตระกูลสูงส่ง แต่ความงดงามนั้นเทียบชั้นได้จริง ๆ
สิ่งที่ทำให้ไทเฮาและฮ่องเต้ประหลาดใจที่สุดคือ ฮองเฮาไม่ทักท้วงสักประโยคเดียวเลยด้วยซ้ำ
ขอเพียงไทเฮาตรัสว่าดี ฮ่องเต้ตรัสว่าดี นางก็เห็นดีด้วยไปหมด
ต่อให้เป็นคนที่กุ้ยเฟย์พวกนางชี้ไว้ ฮองเฮายังทำทีมองอย่างจริงจังแล้วพยักหน้าพูดว่า “สายตาท่านดีจริง ๆ งดงามจริง ๆ”
โดยสรุปคือ เช้าทั้งหมดหนึ่ง ฮองเฮาไม่พูดคำไหนที่ไม่ดีเลยสักคำ…
ตามหลักแล้วนี่เป็นเรื่องดี แต่ที่มันดีเกินไปก็ทำให้คนขนลุก รู้สึกว่าฮองเฮากำลังวางแผนใหญ่บางอย่างอยู่
ส่วนตัวฮองเฮาเองเริ่มปวดเอวแล้ว ดีที่เหลืออีกแค่สองกลุ่มสุดท้าย เสร็จก็จบกัน นางหิวแล้วนะ
เช้าทั้งหมดคัดเลือกมาได้สี่สิบกว่าคน ในวังเก็บไว้สิบคน ที่เหลือล้วนต้องยกให้เชื้อพระวงศ์
ส่วนใครจะเข้าวังบ้าง ยังไม่แน่ชัดในตอนนี้
ในที่สุดก็สิ้นสุดลง อู๋เหมียนลุกขึ้น “ลูกขอเสด็จแม่กลับ?”
“ไม่ต้องแล้ว ไม่เช้าแล้ว ต่างคนต่างกลับไปเถอะ” ไทเฮาทรงโบกพระหัตถ์
อู๋เหมียนดีใจยิ่งนัก พอได้ยินดังนั้นก็รีบคำนับลา
ไทเฮามองอย่างไรก็รู้สึกว่านางดูรีบเร่งอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ตรัสอะไร
ฮ่องเต้ก็เสด็จไปแล้ว อู๋เหมียนยิ้มให้สี่สนมแล้วกล่าว “เช่นนั้นแยกย้ายกันกลับเถอะ?”
กุ้ยเฟย์ยังคงตั้งใจเตรียมฟังว่านางจะพูดอะไร ทว่าได้ยินเพียงว่าแยกย้ายกันกลับ? นางถึงกับตะลึงเล็กน้อย “ได้เพคะ คารวะเสด็จแม่”
เมื่อฮองเฮาจากไป สี่สนมก็มองหน้ากัน
ทั้งสี่คนไม่ได้มองฮองเฮาคนใหม่ผู้นี้อยู่ในสายตาเท่าใดนัก แต่ทั้งสี่คนล้วนเคยถูกฮองเฮาคนนี้กลั่นแกล้งมาก่อน
“ฝ่าบาทประชวรมานานครึ่งปี มองดูยังคงดูซูบซีดอยู่บ้าง” หรงเฟย์เอ่ยขึ้นก่อน
“ใช่ มองดูแล้วยังคงบางเบา” ลี่เฟย์ก็กล่าวเช่นกัน
กุ้ยเฟย์เห็นพวกนางพูดอ้อมค้อมก็กล่าวว่า “ต่างคนต่างกลับเถอะ”
เห็นชัดว่าทุกคนอยากรู้ว่าฮองเฮาเปลี่ยนไปได้อย่างไร แต่ก็ไม่มีใครพูด ถ้าไม่พูดก็ไม่ต้องพูด
เซียนเฟย์ไม่พูดอะไรเลย นางเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว แค่พยักหน้าแล้วจากไป
ตอนกลางคืน ฮ่องเต้เสด็จมายังตำหนักไทเฮาเพื่อทรงสนทนา ไทเฮาตรัสถึงเรื่องตอนเช้าขึ้นมา “คนที่ฮองเฮาเลือกไว้ เจ้าว่าเป็นอย่างไร?”
“ข้าตรวจสอบแล้ว ฮองเฮาไม่เคยติดต่อกับพวกนางมาก่อน” นี่จึงทำให้อิ่งฉียงโหลวรู้สึกแปลกใจ หากจะกล่าวว่าฮองเฮาดึงสาวงามเข้าพวกก็เป็นเรื่องปกติ
แต่สาวงามเข้าวังมาเดือนกว่าแล้ว ฮองเฮาไม่เคยดึงใครเข้าพวกเลย
เพียงแต่ตามกฎพระราชทานรางวัลครั้งหนึ่ง ยังเป็นแบบทุกคนมีส่วน ไม่เห็นใครได้เข็มหรือผ้าเพิ่มพิเศษแม้แต่ชิ้นเดียว
ไทเฮาทรงขมวดพระขนง “หรือว่านางจะคิดดีเพื่อเจ้าจริง ๆ?”
อิ่งฉียงโหลวทรงส่ายพระพักตรด้วยความฉงน “ในเมื่อนางเลือกแล้ว ก็เก็บไว้สักสองคนเถอะ”
หากเก็บไว้สักคนเดียวไม่ได้ เกรงว่าจะต้องวุ่นวายกันอีกเป็นแน่
ไทเฮาทรงพยักหน้า คงทำได้เพียงเท่านี้
ใครจะไปรู้ คนพวกนี้คิดกันมากมาย แต่สำหรับอู๋เหมียนแล้ว แค่ว่าหญิงสาวพวกนั้นงดงามจริง ๆ! งดงามจริง ๆ นั่นแหละ!
เรื่องต่อมาดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ฮ่องเต้ทรงมีพระบรมราชโองการจัดสรรเชื้อพระวงศ์ให้เรียบร้อยแล้ว ในที่สุดก็ทรงเก็บไว้สิบคนเข้าวัง
สตรีสิบคนนี้ตามตระกูลและอื่น ๆ สี่คนเป็นเป่าหลิน หกคนเป็นอวี้หนี่ว์
เพื่อไม่ให้ฮองเฮาก่อเรื่อง ฮ่องเต้ยังทรงแต่งตั้งคนที่นางชื่นชอบเป็นพิเศษ ศักดิ์เป่าหลินนามสกุลเจิ้ง
น่าเสียดายที่สิ่งนี้เหมือนโยนถั่วให้คนตาบอด ฮองเฮาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
สิบสี่มีนาคม สตรีใหม่ทั้งหมดเข้าวังอย่างเป็นทางการ พักอยู่ที่ฝูหนิงเซวียนเป็นการชั่วคราว รอการจัดที่พำนักให้ในภายหลัง
วันที่สิบห้า ตั้งแต่กุ้ยเฟย์ลงมา เหล่าสนมทั้งหมดในวังหลังพากันมาถวายบังคมที่วังเฟิ่งอี๋
เริ่มจากการถวายบังคมของคนเก่า อู๋เหมียนไม่ถือตัวแม้แต่น้อย รีบสั่งให้ลุกขึ้น
เมื่อให้ทุกคนนั่งลงแล้ว สิบคนใหม่ก็เข้ามาถวายคำนับใหญ่ต่อฮองเฮา
การถวายบังคมอย่างเป็นทางการครั้งแรก ต้องถวายคำนับใหญ่อย่างแน่นอน
อู๋เหมียนรอจนพวกนางถวายคำนับเสร็จ ตามกฎก็ตักเตือนสองสามประโยคแล้วให้ลุกขึ้นนั่ง
“น้องสาวใหม่ล้วนเป็นคนงดงาม ทำให้ข้าดูแล้วก็ชื่นใจ เข้าวังมาแล้ว ทุกคนก็เป็นพี่น้องกัน ต่อไปอย่าทะเลาะกัน ดูแลฝ่าบาทให้ดีก็พอ”
ทุกคนตอบรับโดยธรรมชาติ
กุ้ยเฟย์ก็กล่าวตามว่า “ใช่ ล้วนมีหน้าตาดีจริง ๆ นี่คือวาสนาของฝ่าบาท”
“แล้วจะเทียบกับพระนางกุ้ยเฟย์ได้หรือเพคะ พระนางต่างหากที่มีใบหน้าสวยดั่งดอกไม้พระจันทร์” หูเหม่ยเหรินรีบกล่าว คำชมที่ไม่ผ่านการคิดนี้ก็มีเอกลักษณ์ไม่น้อย
กุ้ยเฟย์หัวเราะทีหนึ่ง “ฮองเฮาอยู่ตรงนี้ ข้าจะกล้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร หากจะกล่าวถึงโฉมงามอันเลื่องชื่อ ต้องยกให้ท่านแม่เป็นอันดับแรก”
อู๋เหมียนได้แต่ยิ้ม “หูเหม่ยเหรินก็พูดไม่ผิด กุ้ยเฟย์เจ้างดงามจริง ๆ ความงดงามนี้มิได้ว่าที่หน้าตาเพียงอย่างเดียว ท่าทางที่เจ้าสวมใส่…” นางเกือบจะพูดว่าความเย้ายวน ถ้าพูดออกไป กุ้ยเฟย์คงโกรธจนตาย
ขอให้ฟ้าดินเป็นพยาน นางอยากชมจริง ๆ มิได้คิดจะแฝงนัยแต่อย่างใด ดังนั้นจึงรีบเปลี่ยนคำพูด “ท่าทางนี้ ข้าก็ไม่รู้จะพูดเช่นไร รู้สึกว่าไม่มีใครเทียบได้ รู้แค่ว่ามองแล้วไม่อาจละสายตาไปได้จริง ๆ”
แม้อู๋เหมียนจะเปลี่ยนคำพูดแล้ว แต่กุ้ยเฟย์ยังคงรู้สึกว่าคำพูดของฮองเฮาครานี้ต้องแฝงนัยแน่ หรืออาจมีความหมายอื่นแอบแฝง นางคิดไม่ออกมาตลอด
ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ กล่าวว่าท่านแม่ทรงชมเกินไปแล้ว
