พ่อของเธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีการแต่งงานที่พอจะฝากฝังกันได้ จึงโทรศัพท์ไปหา ครอบครัวลู่ตอบตกลงทันทีโดยไม่อิดออด ให้เธอแต่งเข้าบ้าน
เธอจึงหิ้วกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งมาที่เมืองชิ่งหลิน
เธอพักอยู่บ้านเก่าของคุณย่าที่นี่ ถึงจะมีเพื่อนบ้านเก่าแก่หลายคน แต่ทุกคนก็อายุมากแล้ว แถมเธอยังไม่คุ้นเคยด้วย
หลังรู้เรื่องทางบ้านของเธอ ทุกคนก็พากันหลบหน้าแทบไม่ทัน เวลาเจอกันตามปกติก็ไม่ค่อยกระตือรือร้นจะพูดคุย
คงช่วยอะไรเธอไม่ได้แน่
ส่วนครอบครัวลู่...
เมิ่งหว่านฉิงตัดสินใจแล้วว่าจะถอนหมั้นกับลู่เฉินอวี่ ต่อไปไม่อยากข้องเกี่ยวกับเขาอีก
ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะหน้าด้านไปขอให้พวกเขาช่วย
เช่นนั้นก็เหลือทางเดียว คือต้องไปขอหนังสือแนะนำตัวจากโรงงาน
โชคดีที่ตลอดสองเดือนนับตั้งแต่มาถึง เธอไม่ได้เอาแต่ว่างงาน
อาศัยฝีมือวาดภาพที่เคยร่ำเรียนมา เธอสอบเข้าแผนกประชาสัมพันธ์ของโรงงานสุราได้ ไม่อย่างนั้นตอนนี้เธอคงไม่มีทั้งงานและเส้นสาย
อยู่ในเมืองแปลกหน้าแบบนี้ มีหวังถูกลู่เฉินอวี่หลอกเอาง่าย ๆ ท้องเธอร้องโครกครากขึ้นมาสองครั้ง
เมิ่งหว่านฉิงถึงเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้กินมื้อเช้า
เธอเข้าครัวไปต้มบะหมี่ผักใส่ไข่กินง่าย ๆ หนึ่งชาม จากนั้นก็เปิดตู้เสื้อผ้าดู
โห! ตัวเธอในวัยนี้ชอบแต่งตัวไม่น้อยเลย ตู้เสื้อผ้าใบไม่ใหญ่กลับอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าหลากสีสัน ทั้งกระโปรง กางเกง และเสื้อไหมพรมมีครบ
เธอเลือกเดรสแขนยาวสีเหลืองอ่อนตัวยาว มัดผมเป็นหางม้าสูงแล้วส่องกระจกดู
สวยจริง ๆ!
ยังสาวนี่ดีจริง ๆ ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ไม่ต้องแต่งหน้าก็ปากแดงฟันขาว ดูสดใสมีชีวิตชีวา เธอสะพายกระเป๋าหนังใบเล็กสีขาวไว้ข้างตัว
ข้างในใส่สมุดทะเบียนบ้านของตัวเองไว้ ล็อกประตูเรียบร้อยแล้วก็ออกไปหยิบกุญแจสำรองใต้กระถางดอกไม้บนขอบหน้าต่างด้านนอกมาใส่กระเป๋าอีกที
ตอนเธอเพิ่งมาถึง บ้านหลังนี้ลู่เฉินอวี่เป็นคนช่วยทำความสะอาดและจัดข้าวของให้ กุญแจสำรองที่ให้เขาไว้ถูกเก็บอยู่ใต้กระถางดอกไม้ เพื่อให้เข้าออกได้สะดวก
ตอนนี้เมิ่งหว่านฉิงตั้งใจจะถอนหมั้นกับเขาแล้ว หากปล่อยให้เขาหยิบกุญแจได้ง่าย ๆ อีกก็คงไม่เหมาะนัก
ในบ้านยังมีจักรยานอยู่คันหนึ่ง เป็นจักรยานผู้ชายแบบเก่าที่มีคานกลางยาว ๆ ไม่มีใครขี่มานาน ยางก็แบนไปหมดแล้ว เมิ่งหว่านฉิงเดินไปดู
โซ่ขึ้นสนิมหมดแล้ว ไว้ค่อยหาช่างซ่อมจักรยานมาจัดการก่อนค่อยขี่ ตอนนี้เดินไปก่อนแล้วกัน
อย่างไรเสียเธอก็ใส่รองเท้าหนังส้นเตี้ย เดินมากหน่อยก็ไม่กลัวเหนื่อย
โรงงานสุราอยู่ห่างจากที่พักของเธอแค่สองช่วงถนน
ตอนมาสอบเธอเคยผ่านมาที่นี่ จึงจำทางได้ พอถึงโรงงานก็บอกยามว่าเธอเพิ่งสอบเข้าแผนกประชาสัมพันธ์และมารายงานตัว
ยามไม่ได้ขวางไว้ ยังปล่อยให้เธอเข้าไปพบหัวหน้าสำนักงานโรงงานโดยตรง
“คุณคือเสี่ยวเมิ่งใช่ไหม? ตอนสอบข้อเขียน ฉันก็สังเกตเห็นคุณแล้ว ทัศนคติและความคิดดีมาก โดยเฉพาะภาพพิมพ์แกะไม้ที่คุณวาด มีความคิดลึกซึ้งอยู่ในนั้น
แผนกประชาสัมพันธ์ของเราขาดคนมีความสามารถแบบคุณพอดี”
เพิ่งก้าวเข้าประตูสำนักงาน เมิ่งหว่านฉิงยังไม่ทันแนะนำตัว
หัวหน้าซูก็เดินเข้ามาจับมือเธออย่างกระตือรือร้น
ที่สำคัญคือหญิงสาวคนนี้สร้างความประทับใจให้เธอมากตั้งแต่ตอนมาสอบ ทั้งหน้าตาสะสวยและบุคลิกดี
ในบรรดาผู้หญิงที่มาสอบ เรียกได้ว่าโดดเด่นเหนือใคร
ไม่ว่าจะมองด้านไหนก็ยอดเยี่ยมทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นหัวหน้าโรงงานคงไม่ตัดสินใจรับเธอเข้าทำงานด้วยตัวเอง
“สวัสดีค่ะหัวหน้าซู ฉันยังไม่มีประสบการณ์ทำงานมากนัก ต่อไปคงต้องรบกวนคุณช่วยแนะนำด้วยนะคะ”
เมิ่งหว่านฉิงเคยเจอซูหมิ่นหงตอนสัมภาษณ์ จึงรู้ว่าเธอเป็นหัวหน้าสำนักงานของโรงงานสุรา ส่วนสามีทำงานอยู่ฝ่ายจัดตั้งของคณะกรรมการพรรคเทศบาล ทั้งคู่ล้วนมีความสามารถ
ต่อไปเธอจะทำงานใต้บังคับบัญชาของอีกฝ่าย อย่างไรก็ควรพูดจาดี ๆ ไว้ก่อน
“สหายเมิ่งถ่อมตัวเกินไปแล้ว ความสามารถของคุณก็เห็นกันอยู่ หัวหน้าโรงงานทุกคนต่างชื่นชมคุณ ตอนเริ่มงานมีอะไรไม่เข้าใจก็มาถามฉันได้เลย
ฉันเชื่อในความสามารถของคุณ ไปกันเถอะ ฉันจะพาไปจัดการเรื่องเข้าทำงาน แล้วพาไปทำความรู้จักกับแผนกประชาสัมพันธ์”
“หัวหน้าซู เรื่องนั้นยังไม่ต้องรีบค่ะ ที่จริงวันนี้ฉันไม่ได้มาแค่รายงานตัว ยังมีเรื่องอยากรบกวนคุณอีกอย่าง”
ถ้าจัดการขั้นตอนรายงานตัวเรียบร้อยหมดแล้ว แต่เธอกลับไม่มาทำงาน ก็คงดูไม่ดีนัก
เพราะอย่างนั้นเมิ่งหว่านฉิงจึงต้องบอกอีกฝ่ายไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่ทำให้ซูหมิ่นหงคิดว่าเธอไม่รู้จักกาลเทศะ
“มีเรื่องอะไรล่ะ บอกมาได้เลย”
ซูหมิ่นหงรู้สึกแปลกใจ คนทั่วไปกว่าจะสอบเข้าแผนกประชาสัมพันธ์ได้ไม่ง่าย ต่างอยากรีบมาที่ทำงานเพื่อจัดการตำแหน่งให้เรียบร้อยโดยเร็ว
ถึงจะเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ แต่โรงงานสุราก็ไม่ใช่ที่ที่ใครจะเข้ามาทำงานได้ง่าย ๆ การแข่งขันค่อนข้างสูง
แต่เธอกลับไม่ร้อนใจเลยสักนิด
“หัวหน้าซู เป็นอย่างนี้ค่ะ บ้านเกิดฉันอยู่เมืองหลวง เมื่อวานเพิ่งได้รับโทรศัพท์บอกว่าคุณย่าป่วยหนัก
เข้าโรงพยาบาลแล้ว ฉันอยากกลับไปเยี่ยมท่าน ไม่ทราบว่าฉันจะเริ่มงานก่อน แล้วอีกสองสามวันค่อยกลับมาทำงานได้ไหมคะ?”
เธอคิดเหตุผลอื่นไม่ออก จึงได้แต่แต่งเรื่องขึ้นมาส่ง ๆ
“ผู้ใหญ่ที่บ้านป่วยหรือ? อย่างนั้นต้องรีบกลับไปดูแล้ว เรื่องเริ่มงานไม่ต้องรีบ หนังสือแนะนำตัวฉันจะออกให้ก่อน
กลับไปก็อย่าอยู่นานนัก พยายามรีบกลับมาให้เร็วที่สุด ใกล้ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว งานของแผนกประชาสัมพันธ์ก็หนักมาก กำลังขาดคนพอดี”
“ฉันจะรีบกลับมาค่ะ ขอบคุณหัวหน้าซูมากนะคะ พอกลับจากเมืองหลวงแล้ว ฉันจะเอาของฝากจากที่นั่นมาฝากคุณ”
เมิ่งหว่านฉิงไม่คิดว่าเรื่องจะราบรื่นขนาดนี้ พอได้หนังสือแนะนำตัวมาแล้ว เธอก็จะกลับไปจัดการธุระให้เสร็จแล้วรีบกลับมา พ่อแม่ของเธอไม่ได้อยู่บ้านที่เมืองหลวง จึงไม่มีอะไรให้คิดถึงมากนัก
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก จัดการเรื่องที่บ้านให้เรียบร้อย กลับมาแล้วจะได้ทำงานอย่างสบายใจ”
ซูหมิ่นหงออกหนังสือแนะนำตัวเสร็จก็ยื่นให้เธอ พลางตบไหล่เบา ๆ
“เสี่ยวเมิ่ง ฉันเห็นว่าเธอเป็นเด็กฉลาดเฉลียว มีบางเรื่องอยากบอกไว้ก่อน
เดิมทีตำแหน่งในแผนกประชาสัมพันธ์ของเธอมีคนจองไว้แล้ว
น้องเมียของรองหัวหน้าโรงงานหลี่ก็สมัครสอบ คะแนนข้อเขียนตามหลังเธออยู่สองอันดับ ปีนี้แผนกประชาสัมพันธ์รับแค่คนเดียว แถมหัวหน้าโรงงานยังเลือกเธอด้วยตัวเอง เธอเลยได้เข้ามาทำงาน ไม่อย่างนั้นคงถูกส่งไปอยู่ฝ่ายผลิต
หลังจากเริ่มทำงานแล้ว ระวังตัวไว้ให้ดี”
เมิ่งหว่านฉิงชะงักไปเล็กน้อย
รองหัวหน้าโรงงานหลี่คงหมายถึงหลี่เจี้ยนหลิน สามีคนที่สองของหลินเนี่ยนฉือในชาติก่อน
ที่แท้เงื่อนงำนี้ก็ถูกวางไว้ตั้งแต่ตรงนี้แล้ว
แต่เธอไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไป ความสามารถของเธอก็มีอยู่ตรงนี้ หลี่เจี้ยนหลินเป็นแค่รองหัวหน้าโรงงาน คงไม่กล้าเล่นงานเธออย่างโจ่งแจ้งหรอก
เรื่องวันหลังค่อยว่ากัน ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะถูกเพ่งเล็งหรือเปล่า
“ขอบคุณหัวหน้าซูค่ะ ฉันจะระวังตัว” เธอรับหนังสือแนะนำตัวจากมือซูหมิ่นหงแล้วกล่าวลา
จากนั้นก็รีบไปสถานีรถไฟ
ต่อแถวซื้อตั๋วรถไฟไปเมืองหลวง
ตอนนี้รถไฟล้วนเป็นรถไฟสีเขียวที่วิ่งช้า จากเมืองชิ่งหลินไปเมืองหลวงต้องใช้เวลากว่าสิบชั่วโมง ตั๋วตู้นอนไม่ต้องหวังเลย ถูกแย่งซื้อไปหมดแล้ว
คืนนี้มีแค่ตั๋วที่นั่งแข็งรอบสี่ทุ่มกว่า ส่วนพรุ่งนี้กับมะรืนก็ไม่มีตั๋วตู้นอนแล้ว
ไม่ว่ายุคไหน ตั๋วรถไฟก็หาซื้อยากทั้งนั้น
เมิ่งหว่านฉิงเตรียมใจไว้แล้ว อย่างไรเสียร่างกายนี้ก็ยังสาว เธอทนลำบากได้ ไม่เหมือนตัวเองในอดีตที่ผ่านความเหน็ดเหนื่อยมาแล้ว
อย่าว่าแต่ต้องนั่งเก้าอี้แข็งกว่าสิบชั่วโมงเลย ต่อให้นั่งสองสามวันเธอก็ยังทนไหว
เมื่อได้ตั๋วรถไฟกระดาษแข็งใบเล็กมาไว้ในมือ เธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย อีกไม่นานก็จะได้กลับบ้านแล้ว
รวมเวลาของทั้งสองชาติแล้ว เธอไม่ได้กลับบ้านมานานเหลือเกิน
