เธอค่อย ๆ ย่อตัวลง ปลายนิ้วแตะแก้มเวินเหม่ยเซวียนเบา ๆ รอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าน้ำเสียงกลับเจือความเย็นเยียบ
“วางใจเถอะ วันดี ๆ ของพวกเธอยังรออยู่ข้างหน้า”
“ฉันตัวคนเดียว ไม่มีอะไรเหลือแล้ว นอกจากทรัพย์สินพวกนั้นกับชีวิตเฮงซวยนี่”
“แต่พวกเธอไม่เหมือนกัน พวกเธอมีสิ่งที่ห่วงใยมากมาย”
“เธอว่า ถ้าฉันลากพวกเธอลงไปในโคลนตม ทำให้พวกเธอสูญเสียทุกอย่าง คนของตระกูลเวินกับตระกูลเมิ่งจะจัดการหมากอย่างพวกเธอให้สิ้นซากก่อนหรือเปล่า?”
“ฉันจำได้ว่าเมิ่งเหวยเฉิงกุมอำนาจไว้ในเขตทหาร แต่เรื่องสกปรกที่เขาแอบทำมาตลอดหลายปี ฉันรู้หมดทุกอย่าง”
“เธอว่า ถ้าฉันเอาเรื่องที่เขาทำไปแจ้งเบื้องบน เขาจะเป็นยังไง?”
“ส่วนเมิ่งกั๋วเหลียงทำเรื่องน่ารังเกียจยิ่งกว่า ถ้าดึงพวกเขาลงมา เธอว่าเป็นยังไง?”
“ส่วนตาแก่เวินเจี้ยนเหิง ตำแหน่งของเขาก็ถึงทางตันแล้วเหมือนกัน”
เวินเหม่ยเซวียนกลืนน้ำลาย ก่อนจะโต้กลับด้วยเสียงสั่นเครือ
“ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นลุงใหญ่ของเธอ เป็นครอบครัวของเธอนะ...”
พอได้ยินเช่นนั้น เวินซูหว่านก็หัวเราะลั่นขึ้นมา เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความเศร้ารันทดและเยาะเย้ย
“ครอบครัว?”
“ฉัน เวินซูหว่าน ไม่เคยมีครอบครัวมาก่อน”
“ถ้าไม่ใช่เพราะทรัพย์สินที่หลินป๋อเชียนทิ้งไว้ พวกเขาคงทนฉันไม่ได้และไล่ฉันออกจากบ้านตั้งแต่ตอนอายุหกขวบแล้ว”
เวินซูหว่านค่อย ๆ ลุกขึ้น แววตาพลุ่งพล่านด้วยความคับแค้นและโทสะที่กดเอาไว้ตลอดสองชาติ น้ำเสียงสงบนิ่งแต่เด็ดขาดจนไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง
“เดิมทีฉันแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบ พวกเธออยู่ให้เรียบร้อย ไม่คิดฮุบของของฉัน เราก็อยู่กันคนละทาง ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน”
