เวินซูหว่านได้ยินแล้วก็หัวเราะเยาะเสียงเบา เสียงเย็นชาดังก้องไปทั่วลานตากข้าว
“เมิ่งจ้งอัน เมื่อเดือนก่อนคนที่คลุกคลีอยู่กับเวินเหม่ยเซวียนจนแทบแยกจากกันไม่ได้นั่นไม่ใช่คุณหรือไง?”
“เพิ่งผ่านไปไม่นานเอง ทำไมถึงโยนความผิดให้เผยเจาหวายได้แล้วล่ะ?”
เมิ่งจ้งอันถึงกับรีบหันขวับไปมอง เมื่อเห็นเวินซูหว่านหน้าซีดเผือด ดวงตาเย็นเยียบจนชวนสะท้าน เขาก็ใจหายวาบ ก่อนรีบเดินเข้าไปหา พลางแสร้งทำท่าห่วงใยเอาใจใส่
“ซูหว่าน สุขภาพคุณไม่ค่อยดี ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะ?”
“เรื่องที่นี่คุณไม่ต้องยุ่ง ผมจะพาคุณกลับไปพักที่จุดพักเยาวชนก่อน อย่ายืนตากลมอยู่ตรงนี้เลย”
เมิ่งจ้งอันไม่ทันสังเกตเลยว่าเวินเหม่ยเซวียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กำลังส่งสายตาเตือนเขาไม่หยุด เขาสนใจแต่ยื่นมือไปประคองเวินซูหว่าน
เมื่อเห็นสีหน้าเสแสร้งจอมปลอมของเขา เวินซูหว่านก็รู้สึกคลื่นเหียนจนแทบอาเจียน เธอยกมือขึ้นตบหน้าเขาอย่างแรงโดยไม่ลังเล
การตบครั้งนี้สูบเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ของเธอไปจนหมด ร่างจึงเซถอยหลังอย่างควบคุมไม่ได้ ขณะที่กำลังจะล้ม แขนแข็งแรงข้างหนึ่งก็ยื่นมารับไว้ทันเวลา โอบเธอเข้ามาในอ้อมแขนอย่างมั่นคง
เวินซูหว่านตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชะงักไปทันที เธอฝืนขยับเท้าถอยออกจากอ้อมแขนของอีกฝ่าย แล้วเงยหน้ามอง คนที่ประคองเธอไว้คือเผยเจาหวาย
เธอเอ่ยเสียงเบา
“ขอบคุณค่ะ”
เมิ่งจ้งอันกุมแก้มที่แสบร้อนครึ่งซีก ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ เขาจ้องเวินซูหว่านเขม็งแล้วตวาดลั่น
“เวินซูหว่าน คุณบ้าไปแล้วหรือไง?”
“คุณกล้าลงไม้ลงมือกับผมได้ยังไง!”
มุมปากของเวินซูหว่านยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา น้ำเสียงเรียบเฉยแต่บาดลึก
