เวินซูหว่านสีหน้าโกรธเกรี้ยว แววตาฉายชัดว่าคลางแคลงใจมานานแล้ว
“ฉันสงสัยในตัวหล่อนมานานแล้ว วัน ๆ เอาแต่กลอกตามองข้าวของในบ้านไม่วางตา!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เธอก็พุ่งตรงเข้าไปในห้องรับแขกที่ว่างเปล่าด้วยความโมโห ไม่สนใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ข้าง ๆ พอก้าวเข้าประตูก็ร้องถามเสียงดัง
“เจิ้งซิ่วม่าน!”
“ใช่คุณสมคบกับคนนอก ขนของในบ้านไปจนเกลี้ยงหรือเปล่า?”
“ใช่คุณหรือเปล่า!”
เธอตะโกนโวยวายไปพลางเดินไปพลาง น้ำเสียงดุดันเกรี้ยวกราด
“คุณรู้ว่าฉันแต่งงานอยู่ชนบท จะกลับมาเอาของที่แม่ทิ้งไว้ให้ ก็เลยชิงขนของในบ้านไปก่อนใช่ไหม ตั้งใจไม่ให้ฉันเอาของที่เป็นของฉันกลับไป!”
เสียงสะท้อนก้องไปทั่วห้องรับแขกอันว่างเปล่า เจิ้งซิ่วม่านยืนอยู่ข้างเวินเจี้ยนหย่วน ดวงตาบวมแดง
พอได้ยินเวินซูหว่านเอาเรื่องมาต่อว่า ร่างของเธอก็สะดุ้งเฮือก ทั้งร้อนรนทั้งโมโห
ในห้องรับแขกยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายยืนเก็บหลักฐานอยู่ด้วย ส่วนเวินเจี้ยนหย่วนที่หมดสติไปเมื่อเช้าก็ฟื้นแล้ว เขานั่งหมดสภาพอยู่ในห้องรับแขกโล่งกว้าง
เจิ้งซิ่วม่านทั้งลนลานทั้งน้อยเนื้อต่ำใจ สีหน้าดูย่ำแย่ เธอรีบแก้ตัวทั้งน้ำตาคลอ
“ใส่ร้ายกันชัด ๆ!”
“ฉันถูกใส่ร้ายจริง ๆ!”
“ฉันไปสมคบกับคนนอกขโมยของในบ้านตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!”
“สหายตำรวจ เชิญตรวจสอบได้เลย ฉันบริสุทธิ์ใจ!”
เวินซูหว่านไม่เปิดโอกาสให้เธอแก้ตัวสักนิด ก้าวไล่ต้อนเข้ามาทีละก้าว น้ำเสียงเฉียบขาด
“ถ้าไม่ใช่คุณแล้วจะเป็นใคร?!”
“เวินเหม่ยเซวียนเขียนจดหมายกลับมาบอกพวกคุณว่าฉันแต่งงานอยู่ชนบท จะกลับมาเอาของที่แม่ทิ้งไว้ให้ใช่ไหม คุณอยากฮุบไว้เอง ก็เลยสมคบกับคนอื่นขนของในบ้านไปจนเกลี้ยงล่วงหน้าใช่ไหม?!”
“ฉันมองคุณออกตั้งนานแล้ว คุณมันหมาป่าตาขาว เลี้ยงไม่เชื่องชัด ๆ!”
