ไม่รู้ว่าที่นักพรตผู้นั้นพูดไว้มีอิทธิฤทธิ์จริงอยู่บ้าง หรือเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
เดิมทีจิ่นหนิงเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องใจสลาย เป็นม่ายอยู่ลำพัง หลบเข้าประตูพุทธศาสนา โกนผมเป็นแม่ชีสาวงาม แต่แล้ว—
หลังจากนางแต่งเข้าตระกูลเซี่ย บุตรบุญธรรมแห่งตระกูลเซี่ยผู้ป่วยกระเสาะกระแสะ ราวกับกำลังจะสิ้นใจไปสู่ปรโลก กลับอาการดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ถึงขั้นลงจากเตียงเดินเล่นได้แล้ว!
ศาสตร์ลี้ลับ ช่างเป็นศาสตร์ลี้ลับที่น่าหวาดหวั่นเสียจริง!!
“การแต่งเจ้าเข้าบ้านโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจ มิใช่เจตนาของข้า”
“ข้าเกิดกำเริบจากโรคเก่า อาการทรุดหนักลง ท่านลุงกับท่านป้าจนปัญญา จึงเชิญนักพรตมาประกอบพิธีในยามที่ข้าหมดสติ เรื่องที่เจ้าแต่งเข้ามาเพื่อเสริมสิริมงคลจึงเกิดขึ้น”
ชายหนุ่มที่เพิ่งฟื้นนั่งอยู่หน้าโต๊ะ อธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนี้
เขาคือเซี่ยอวิ้น สหายที่เซี่ยหรงเคยคบหาก่อนสิ้นชีวิต
เซี่ยหรงเกิดในตระกูลเซี่ยซึ่งเป็นตระกูลแม่ทัพ ส่วนเซี่ยอวิ้นเป็นเพียงบุตรของบ่าวในจวนเซี่ยผู้ทำหน้าที่สอนหนังสือ ทั้งสองตระกูลห่างกันเกินห้าชั่วคน จึงนับว่าไม่ใช่ญาติร่วมตระกูล เป็นเพียงคนแซ่เดียวกันและสืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษสายเดียวกัน หาได้มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติไม่ ด้วยความเกี่ยวพันทางบรรพบุรุษนี้เอง บิดาและบุตรตระกูลเซี่ยอวิ้นจึงมีโอกาสได้อยู่ในตระกูลเซี่ย
เพราะเหตุนี้ เซี่ยหรงกับเซี่ยอวิ้นจึงเติบโตมาด้วยกัน แม้คนหนึ่งเป็นนาย อีกคนเป็นบุตรบ่าว แต่เซี่ยหรงมิได้ใส่ใจเรื่องสูงต่ำ ทั้งสองจึงสนิทสนมกันยิ่งนัก
ต่อมา บิดาของเซี่ยอวิ้นเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเยาว์วัย ทว่าเซี่ยอวิ้นก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สอบได้จิ้นซื่อเมื่ออายุสิบหก รับราชการมาเจ็ดปี บัดนี้กลายเป็นขุนนางคนสำคัญในราชสำนัก เป็นอัจฉริยะผู้เปี่ยมพรสวรรค์ซึ่งมีชื่อจารึกไว้ในพงศาวดารแคว้นจิ่ง ประมุขตระกูลเซี่ยยังคิดรับเขาเป็นบุตรบุญธรรม แต่เซี่ยอวิ้นปฏิเสธอย่างสุภาพ
ภายหลังข่าวการเสียชีวิตในสนามรบของเซี่ยหรงมาถึง ประมุขตระกูลเซี่ยโศกเศร้าอย่างยิ่ง เซี่ยอวิ้นจึงกราบเขาเป็นบิดาบุญธรรมเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุตร ทว่าเขาคงไม่คุ้นชินนัก เวลาขานเรียกก็ยังคงเรียกท่านลุงกับท่านป้าเช่นเดิม
เขาแตกต่างจากแม่ทัพหนุ่มผู้เข่นฆ่าในสนามรบอันนองเลือด
เซี่ยอวิ้นมีใบหน้าหล่อเหลา คิ้วตาอ่อนโยนประดับรอยยิ้ม ทว่าด้วยป่วยเรื้อรังมานาน รูปร่างจึงผอมบาง ผิวขาวซีด ริมฝีปากบางจาง ระหว่างคิ้วตาฉายแววอ่อนแอราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
เมื่อเผชิญหน้ากับชายหนุ่มรูปงามผู้แสนอ่อนโยนและอ่อนแอ ประหนึ่งอีกประเดี๋ยวก็จะสิ้นใจขึ้นสวรรค์ จิ่นหนิงเม้มริมฝีปาก ความขุ่นเคืองและโทสะทั้งหมดพลันจุกอยู่ในลำคอ
“ข้ารู้ว่าเจ้าผูกใจอยู่กับอวิ๋นจี่ ทว่าเขาจากไปแล้ว นี่คือความจริง”
อวิ๋นจี่คือชื่อรองของเซี่ยหรง
บุรุษในราชวงศ์ที่ไม่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์นี้ สามารถตั้งชื่อรองได้โดยไม่จำกัดอายุ อีกทั้งเพราะเขาสร้างคุณความชอบในสนามรบมานับไม่ถ้วน ชื่อรองอวิ๋นจี่จึงเป็นพระราชทานจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
“ร่างกายข้าอ่อนแอประหนึ่งคนไร้ประโยชน์ ผู้ใดแต่งให้ข้าก็เหมือนกระโจนลงหลุมไฟ ส่วนเจ้าต้องการที่พึ่งพิง แม้ข้าจะมอบให้เจ้าได้ไม่มาก แต่ก็รับรองได้ว่าเจ้าจะมีชีวิตมั่นคง ไม่ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มและอาหารไปตลอดชีวิต ทั้งจะไม่บังคับให้เจ้าทำสิ่งที่ไม่ชอบ”
“ไม่สู้ต่างฝ่ายต่างได้สิ่งที่ต้องการ แล้วเป็นสามีภรรยากันแต่ในนาม ใช้ชีวิตร่วมกันเพียงภายนอก เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
“……”
คำว่า ‘ชีวิตมั่นคง’ จากปากชายหนุ่มสะกิดใจจิ่นหนิงขึ้นมาอีกครั้ง
ก่อนข้ามภพมา นางเป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดาและเกียจคร้าน ความฝันสูงสุดคือถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ แล้วนั่งกินนอนกินไปจนวันตาย
นางเคยคิดจะใช้ความรู้สมัยใหม่สร้างผลงานในยุคโบราณ แล้วไต่เต้าสู่จุดสูงสุดของชีวิต แต่หลังจากคร่ำเคร่งคิดอยู่สองวันสองคืน กลับพบว่าทักษะสมัยใหม่ที่ตนถนัดที่สุดมีเพียงเล่นโทรศัพท์
น่าอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี :)
ด้วยเหตุนี้นางจึงยอมรับความจริง เมื่อเส้นทางสตรีผู้เก่งกาจไปไม่รอด ก็ขุดหลุมแล้วนอนนิ่งเสีย บางทีหากโชคดี นอนอยู่ดี ๆ สักวันอาจข้ามภพกลับไปก็ได้
ต่อมานางได้พบเซี่ยหรง
เขาแข็งแกร่ง รักมั่นและซื่อสัตย์ อีกทั้งยังมีอาชีพเป็นแม่ทัพหนุ่มผู้สง่างามเกรียงไกร จิ่นหนิงจึงถูกใจเขาตั้งแต่แรกพบ
แต่หลังจากคบหากัน นางก็พบว่าเขาหวงนางอยู่บ้าง ทั้งภายนอกดูเคร่งขรึม เย็นชา และเอาแต่ใจ ทว่าลับหลังกลับพูดจาหยาบโลนยั่วยวนต่อหน้านาง แม้แต่นางผู้เป็นคนยุคใหม่และผ่านหูผ่านตามาไม่น้อย ยังอดหน้าแดงไม่ได้
ที่สำคัญ เขาควบคุมนางเข้มงวดเกินไป แม้แต่นางออกไปเดินเล่น ก็ยังส่งคนตามไปด้วย อ้างว่าคอยคุ้มครอง แต่แท้จริงแล้วคอยจับตาดู ป้องกันไม่ให้นางติดต่อกับชายหนุ่มข้างนอก จิ่นหนิงจึงไม่พอใจ ถึงจะตั้งใจใช้ชีวิตเอื่อยเฉื่อย แต่นางก็รักอิสระ ไม่ชอบถูกผูกมัดเช่นนี้
นางอยากต่อต้าน
แต่ยามเขาโกรธ บรรยากาศรอบกายก็หม่นทะมึนประหนึ่งคิดจะฆ่าคน น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก ที่นี่ไม่ใช่สังคมซึ่งมีกฎหมายคุ้มครอง จิ่นหนิงขี้ขลาดเกินกว่าจะปริปาก นางลองคิดอีกทีว่า ในยุคโบราณที่บุรุษมีภรรยาสามอนุสี่ ผู้ชายที่ซื่อสัตย์มั่นคงเช่นเขาหาได้ยาก นางจึงได้แต่กล้ำกลืนอดทน
บัดนี้… จิ่นหนิงย่อมมีความรู้สึกต่อเซี่ยหรง ทว่าคนก็ตายไปแล้ว นางต้องมองไปข้างหน้า
หลังจากอยู่ร่วมกันหลายวัน จิ่นหนิงพบว่าเซี่ยอวิ้นเป็นบุรุษอ่อนโยนดุจหยกอย่างแท้จริง
เขาปฏิบัติต่อทุกคนอย่างสุภาพและรู้กาลเทศะ เมื่อบ่าวทำผิด เขายังปลอบโยนอีกฝ่ายแทนที่จะตำหนิ ต่างจากความแข็งกร้าวของเซี่ยหรง การอยู่ใกล้เขาทำให้รู้สึกสบายใจราวกับต้องลมวสันต์
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือไตอ่อนแอและร่างกายบอบบาง
จิ่นหนิงคิดทบทวนอยู่หลายรอบ ก่อนจะยอมรับข้อเสนอของเขา
นางเผยรอยยิ้มจริงใจให้ชายหนุ่มผู้อ่อนแอ “ท่านไม่อยากทำลายชีวิตสตรีอื่น ส่วนข้าต้องการที่พึ่งพิง ต่อไปเราก็เป็นสามีภรรยากันแต่ในนาม ร่วมชายคาใช้ชีวิตไปด้วยกันเถิด”
หลายวันนี้สุขภาพของเซี่ยอวิ้นดูเหมือนจะฟื้นตัวขึ้นมาก เมื่อมองแล้วแทบไม่ต่างจากคนทั่วไป เพียงแต่ผิวยังคงขาวซีดเจือแววเจ็บป่วยอยู่บ้าง
เขามองจิ่นหนิงด้วยรอยยิ้ม แล้วพยักหน้า
“ดี”
“ขอให้ร่วมมือกันราบรื่น~” บางทีอาจเพราะอยากผ่อนคลายบรรยากาศ หรือแค่อยากรวบรวมความกล้าให้ตนเอง จิ่นหนิงจึงยื่นมือออกไปหาเขา
นี่คือท่าจับมือทักทายของคนสมัยใหม่
คนโบราณอย่างเซี่ยอวิ้นย่อมไม่เข้าใจ
ชายหนุ่มผู้มีท่าทีอ่อนโยนตรงหน้าอึ้งไปเล็กน้อย นางถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนช่างโง่เขลานัก จึงคิดจะชักมือกลับอย่างกระอักกระอ่วน แต่กลับเห็นอีกฝ่ายยื่นมือออกมาตามอย่างนางอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก
แววตาสับสนของเขาราวกับกำลังขอคำแนะนำ ดูไร้เดียงสาอยู่บ้าง จิ่นหนิงจึงอดหัวเราะไม่ได้
นางจับมือเขาเบา ๆ “ขอให้ร่วมมือกันราบรื่น”
“อืม…” ชายหนุ่มกะพริบตาช้า ๆ ก่อนจะยกมุมปากขึ้น แล้วกล่าวตามว่า “ขอให้ร่วมมือกันราบรื่น”
ชีวิตเอื่อยเฉื่อยกลับมาสงบสุขอีกครั้ง จิ่นหนิงได้แต่ปลอบใจตนเองในแง่ดีว่า ชีวิตยามนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายถึงเพียงนั้น
หลังพูดคุยกับเซี่ยอวิ้นเสร็จ นางก็หมุนตัววิ่งไปให้อาหารแมวอ้วนที่เลี้ยงไว้ในลานเรือน
ชายหนุ่มผู้เจ็บป่วยมองแผ่นหลังของนางด้วยรอยยิ้ม จนกระทั่งนางลับหายไปจากสายตาจึงค่อยละสายตา
เขาก้มมองมือซ้ายที่จิ่นหนิงจับไว้เมื่อครู่ นิ้วมือซีดขาวสั่นระริกเล็กน้อย คล้ายยังสัมผัสได้ถึงมืออันนุ่มนิ่มเหลือเชื่อของนางที่กุมประสานกับฝ่ามือเขา
ผิวเนื้อนุ่มนวลของนางเสียดสีกับมือเขา ชั่วขณะนั้นเลือดในกายพลันร้อนระอุเดือดพล่าน เขาต้องใช้กำลังมากเพียงใดจึงจะข่มใจมิให้เผยพิรุธออกมาได้
ชายหนุ่มงอนิ้วมือเล็กน้อย แก้มซีดขาวมีสีแดงระเรื่ออย่างผิดปกติ แววตาอ่อนโยนจนชวนให้รู้สึกพิลึกและหวาดหวั่น
น้องชาย ข้าจะดูแลจิ่นหนิงแทนเจ้าให้ดี
ส่วนเจ้า… จงพักผ่อนอยู่ใต้ปรโลกเถิด
