“ลักลอบผลิตกระดาษไผ่เหยียบย่ำหลักคำสอนของปราชญ์ นี่คือหลักฐานแน่นหนา ข้าเคยใส่ร้ายเจ้าตั้งแต่เมื่อใด?!”
กู้ฝานหัวเราะเบา ๆ ก่อนถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ “ขอเรียนถามท่านหลี่จี้จิ่ว พิธีเข้าเฝ้าฝ่าบาทเป็นเช่นไรหรือ?”
หลี่จือเต้าสะบัดแขนเสื้อ พลางแค่นเสียงเย็นชา “เหล่าขุนนางเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์ ต้องแต่งกายตามลำดับขั้น สำรวมเคร่งขรึม
จึงจะขับเน้นบารมีแห่งราชสำนัก! เจ้าซึ่งเป็นสามัญชนกลับขึ้นท้องพระโรง ทั้งยังดูหมิ่นพระราชอำนาจ พวกขุนนางอย่างพวกข้าจะยอมให้เจ้ากำเริบเสิบสานได้อย่างไร?!”
กู้ฝานหันกาย ประสานมือคำนับโอรสสวรรค์อีกครั้ง แล้วกล่าวเสียงกังวาน “ขอกราบทูลฝ่าบาท นับแต่กระหม่อมได้รับพระราชโองการ
ก็ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอันไพศาล มิกล้าชักช้าแม้เพียงครึ่งเค่อ เดินทางเร่งรุดทั้งกลางวันกลางคืนมุ่งหน้าสู่เฉิงจิง”
กล่าวจบ เขาหันไปมองหลี่จือเต้า แววตาเปล่งประกายเจิดจ้า “เสื้อคลุมแพรกับสายคาดหยกที่ฝ่าบาทพระราชทาน ล้วนเป็นพระกรุณาอันยิ่งใหญ่ของโอรสสวรรค์
กระหม่อมเป็นเพียงคนต่ำต้อยจากชนบท ตามธรรมเนียมควรจุดเครื่องหอมชำระกาย แล้วแจ้งบรรพชนในตระกูลให้รับรู้เสียก่อน จึงจะกล้าสวมรับพระราชทาน”
“หากเพิ่งได้รับพระราชโองการก็รีบออกไปโอ้อวดเสียแล้ว นั่นเรียกว่าหุนหันอวดดี มิใช่ความจงรักภักดีต่อองค์เหนือหัว!”
“กระหม่อมเดินทางฝ่าลมฝ่าฝุ่น มาถึงเฉิงจิงก็เข้าวังทันที เพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาทด้วยใจจริงใจแท้ จะเรียกว่าผิดธรรมเนียมได้อย่างไร?!”
ถ้อยคำนี้ทำให้หลี่จือเต้าชะงักงัน หนวดเคราสั่นระริก สีหน้าแข็งกร้าวแต่แววตากลับหวั่นไหว “บิดเบือนเหตุผล! เรื่องเครื่องแต่งกายเล็กน้อยพักไว้ก่อน แล้วกระดาษไผ่กับตัวพิมพ์ที่เจ้าผลิตขึ้นอย่างมักง่ายนั่นเล่า จะอธิบายอย่างไร?!”
“คัมภีร์ประวัติศาสตร์และวรรณคดีทั้งหลาย ตั้งแต่อดีตล้วนให้ช่างฝีมือแกะสลักอย่างประณีต แล้วพิมพ์ลงบนกระดาษซก จึงจะสืบทอดไปถึงคนรุ่นหลังได้!
