“หว่านหวานผิวนุ่ม ควรสวมเสื้อผ้าเนื้อนุ่มหน่อย”
พูดจบ เขาก็เหลือบมองเสื้อผ้าชุดใหม่ของตนเอง แล้วเอ่ยอย่างปากไม่ตรงกับใจว่า “ในเมื่อซื้อมาแล้ว เอาไปคืนก็ยุ่งยาก ข้าค่อยสวมไปก็แล้วกัน”
“นั่นซื้อมาให้ท่าน ไม่ต้องฝืนสวมก็ได้”
กู้ฝานดึงชายเสื้อให้เรียบ แล้วหันไปยกผ้าที่เหลือขึ้นมา
กู้ชูอุ้มหว่านหวานเดินตามไป มุมปากยกขึ้นเงียบ ๆ แล้ว แต่ยังไม่ลืมเตือนว่า “คราวหน้าอย่าซื้อของแพงเช่นนี้อีก ซื้อของดี ๆ ให้หว่านหวานก็พอแล้ว เสื้อผ้าของข้าเอาไปปะหน่อยก็ยังใส่ได้”
อาเยียนนั่งเงียบอยู่บนรถม้ามาตลอด ครั้นได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น สายตาก็หยุดอยู่ที่กู้ชูก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เลื่อนไปยังกู้ฝาน
นางไม่ได้เอ่ยเรียกท่านสามีเสียงอ่อนเช่นทุกครั้ง เพียงหลุบตาลงแล้วลูบผ้าเนื้อละเอียดสองสามพับนั้นอย่างครุ่นคิด
กู้ฝานยื่นชุดสำเร็จรูปสีแดงที่เพิ่งซื้อมาให้นาง
“ไปลองสวมดูเถิด หากไม่พอดี คราวหน้าค่อยเอาไปให้ร้านแก้”
อาเยียนกอดเสื้อผ้าไว้ พลางยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว “ท่านสามีซื้อให้ ย่อมพอดีตัวแน่นอน”
ระหว่างที่นางกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า กู้ฝานแบ่งเสบียงส่วนหนึ่งใส่รถม้า เตรียมส่งไปยังสถานที่ก่อสร้าง ส่วนกู้ชูอุ้มหว่านหวานเฝ้าอยู่ข้างประตู คอยชะเง้อมองเข้าไปในห้องเป็นระยะ
ไม่นานนัก ม่านประตูก็ถูกเลิกขึ้นเบา ๆ
อาเยียนพยุงกรอบประตูเดินออกมา ชุดแดงขับผิวให้นวลขาวยิ่งขึ้น แม้ช่วงเอวจะดูหลวมไปเล็กน้อย แต่กลับยิ่งขับให้ร่างบอบบางของนางดูตัวเล็กน่าทะนุถนอม
เส้นผมดำขลับทิ้งตัวลงบนแผ่นหลัง คิ้วตางดงามดุจภาพวาด ดวงตาคู่นั้นใสกระจ่างเปี่ยมชีวิตชีวา ประหนึ่งแสงหนึ่งสายที่ตกลงในธารน้ำกลางขุนเขา หลังฝนซาฟ้าใส
กู้ฝานเงยหน้ามอง มือที่กำลังผูกปากถุงเสบียงพลันหยุดชะงักไปเอง
