ศาลาริมน้ำอันอึกทึกพลันเงียบสงัดลงในชั่วพริบตา
ผู้ก้าวขึ้นเวทีคือหรูเมิ่งแห่งหอเหล่าเซียน
นางสวมผ้าคลุมโปร่งบางสีขาวราวปีกจักจั่น แขนเสื้อยาวลากพื้นสามฉื่อ พลิ้วไหวไปตามสายลมยามราตรี
ภายใต้ผ้าคลุมสีขาวนั้น นางสวมชุดผ้าไหมเนื้อนุ่มสีดำ เผยให้เห็นไหปลาร้าและลำคอระหง
สิ่งที่ทำให้ผู้ชมละสายตาไม่ได้ คือเรียวขายาวภายใต้ถุงน่องไหมสีดำ ทุกย่างก้าวล้วนปรากฏเลือนรางใต้ผ้าคลุมสีขาว
“เหลวไหล! นี่มันธรรมเนียมอันใดกัน?!”
บนแท่นกรรมการ บัณฑิตเฒ่าลุกพรวดด้วยความโกรธ เคราผมสั่นระริก “หญิงคณิกาจากหอนางโลมกลับแต่งกายประหลาดเช่นนี้ ช่างทำลายขนบธรรมเนียม!”
แม้เขาจะกล่าวเช่นนั้น แต่บรรดาคุณชายหนุ่มด้านล่างกลับมิได้คิดเช่นเดียวกัน พวกเขามองจนตาค้าง ไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าสุราหกเปื้อนชายเสื้อ
“ท่านอาวุโสอย่าเพิ่งดุด่าไป ชุดนี้...ดูคล้ายกับชุดจากวังจันทรา...”
“หุบปาก ฟังสิ! เสียงพิณดังแล้ว!”
หรูเมิ่งยืนหยุดอยู่หน้าเจ็ดสาย พรางหูจากเสียงวุ่นวายเบื้องล่าง
นางเงยหน้ามองจันทราเดียวดาย มือเรียวตวัดแขนเสื้อขึ้น
เสียงพิณใสกระจ่างดังกังวานไปพร้อมกับนักดนตรี เสียงร้องอันล่องลอยก้องกังวานทั่วบริเวณ
“จันทร์กระจ่างเช่นนี้มีมาตั้งแต่เมื่อใด? ยกจอกสุราถามฟ้าคราม”
เพียงสิบคำสั้น ๆ กลับแฝงความหนาวเหน็บและเปลี่ยวเหงา
บัณฑิตเฒ่าที่เมื่อครู่ฟาดโต๊ะพลันชะงัก มือที่ยกค้างอยู่กลางอากาศหยุดนิ่ง
หรูเมิ่งย่างเท้าหมุนเอว ปลายเท้าแตะพื้นแผ่วเบา ก่อนหมุนกายขึ้นกลางอากาศ
ผ้าคลุมสีขาวราวทะเลหมอก เงาร่างสีดำสนิทกับเรียวขายาวงดงามพลิ้วผ่านม่านเมฆ ยามหมุนตัวขึ้นลงช่างสูงส่งประหนึ่งเทพเซียน
“มิรู้ว่าวิมานบนสวรรค์ คืนนี้เป็นปีใด ข้าปรารถนาขี่สายลมกลับคืน แต่เกรงว่าวิมานหยกบนที่สูงจะหนาวเหน็บเกินทน...”
เสียงขับร้องพลันสูงขึ้น กังวานใสกระจ่าง เปี่ยมด้วยความเวิ้งว้างราวกำลังทอดสายตามองโลกมนุษย์จากเบื้องบน
