“หลินตู้เป็นใคร”
“หลินตู้อยู่ตระกูลไหน”
“สามสำนักหกพรรคแห่งแคว้นกลาง หลินตู้สืบทอดจากสำนักไหน เหตุใดจู่ ๆ ก็โผล่มา”
“อ้อ สำนักอู๋ซ่างนี่เอง เช่นนั้นก็ไม่แปลก”
ในสำนักอู๋ซ่าง ผู้ที่ขึ้นป้ายชิงอวิ๋นไม่ได้จะถูกหัวเราะเยาะร้อยปี ผู้ที่ขึ้นป้ายฉงเซียวไม่ได้จะถูกหัวเราะเยาะพันปี
เมื่อถึงฤดูร้อน ศิษย์ใหม่สองคนที่เพิ่งเข้าร่วมก็ทยอยสร้างรากฐานและติดป้ายชิงอวิ๋นอยู่ท้าย ๆ พอใบเมเปิลแดง หนีจิ่นเซวียนก็ติดอันดับตามมา แม้อันดับจะไม่สูงนัก แต่หนทางยังอีกยาวไกล ย่อมมีวันเปลี่ยนแปลง
พรสวรรค์นั้นอยู่ข้างหน้า แต่ความพยายามก็ใช่ว่าจะตามพรสวรรค์ไม่ทัน
สำนักอู๋ซ่างไม่เคยทำให้อัจฉริยะต้องผิดหวัง อัจฉริยะก็เป็นคนธรรมดาเช่นกัน
หลินตู้ที่หลายคนจับจ้องอยู่ขณะนี้กำลังนั่งประจำที่ริมหน้าต่างในหอตำราของสำนัก เบื้องหน้านางมีกระดาษสาละลายตาเต็มไปหมด ด้านบนเขียนด้วยลายมือเล็ก ๆ แบบปิ่นปักผมแน่นขนัดไปด้วยตัวเลขและเครื่องหมายยุ่งเหยิง บนพื้นก็มีกระดาษเสียตกอยู่มากมาย แต่คนที่นั่งกลับไม่มีทีท่าว่าจะเก็บขึ้นมาเลย
พู่กันขนหมาป่าเล็กถูกกดอย่างหยาบกระด้างลงบนกระดาษสา ลายมือยิ่งเขียนยิ่งหงุดหงิดหยาบกระด้าง จากนั้นก็มีเสียง ฉึก! พู่กันถูกหักครึ่งจากตรงกลาง
เด็กหนุ่มฟาดปล้องพู่กันที่เหลืออยู่ในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง “ในที่สุดก็คำนวณออกมาได้แล้วโว้ย!”
นางลุกพรวดขึ้น คว้ากระดาษบางที่หมึกซึมเลอะแผ่นนั้นขึ้นมา แล้วก้าวเท้ายาว ๆ ออกจากหอตำรา กระดาษบนโต๊ะที่ไม่มีอะไรทับถูกลมพัดปลิวตกพื้น
แต่หลินตู้ไม่มีเวลาสนใจ ร่างพลันวูบไหว เคลื่อนด้วยความเร็วสูงสุดไปอยู่ตรงหน้าเหยียนเหย่ แล้วฟาดแผ่นกระดาษนั้นลงบนพื้นน้ำแข็ง กระดาษเพิ่งแตะลั่วเจ๋อก็เปราะแข็งในทันที
