เช่าเฟยไม่ค่อยเห็นหลินตู้สงบเยือกเย็นเช่นนี้ ร่างนางไร้แม้แต่กลิ่นอายอำมหิต ดวงตาขาวดำชัดเจนไร้ระลอกคลื่นใด ๆ
หลินตู้ในสภาพนี้ ช่างเหมือนศิษย์สำนักเซียนอยู่บ้าง
“ข้าถามอะไร เจ้าตอบเช่นนั้น มิฉะนั้นข้าไม่รับประกันว่าเจ้าจะได้กลับไปพรรคดาวบินอย่างมีชีวิต เข้าใจหรือไม่”
เช่าเฟยหวาดกลัวมองหลินตู้ตรงหน้า พยักหน้าอย่างยากลำบาก
หลินตู้วางแขนไว้บนโต๊ะ นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ “เริ่มจากตอนที่เจ้าพบฉีจุ่นแล้วกัน”
การค้นวิญญาณทำลายบุญคุณธรรม ยังเปลืองสัมผัสญาณวิเศษ คราวก่อนถูกชางหลีอบรมไปครึ่งค่อนวัน ฉีจุ่นเป็นกรณีผิดแผกยกเว้น เช่าเฟยกลับทำไม่ได้ คราวก่อนแค่ค้นความทรงจำล่าสุดของเช่าเฟย เรื่องราวก่อนหน้านั้นไม่รู้เลย ตอนนี้นางทำได้เพียงค่อย ๆ ล่อถาม
หลินตู้ฟังเช่าเฟยเอ่ยเรื่องโดยละเอียดไม่ตกหล่น ทว่าตนเองหวนนึกถึงตอนที่ค้นวิญญาณคราวก่อน
เวลานั้นกระชั้นชิด ดังนั้นนางจึงมองข้ามรายละเอียดมากมาย ความทรงจำของคนย่อมไม่จดจำว่าเมื่อนานมาแล้ววันนั้นสวมเสื้อผ้าอะไร ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ รายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้
ฉีจุ่นได้รับสาส์นฉบับหนึ่ง ต้องจัดการธุระให้ผู้อื่น จึงแวะผ่านมาช่วยเช่าเฟยไว้
หลินตู้มีลางสังหรณ์ว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ หากอิ้นจ้งเชี่ยวชาญด้านดูดาวและโชคชะตาจริง การแวะผ่านนี้ อาจจะมิใช่แค่ผ่าน
นางเพิ่งเปิดสำรวจโครงเรื่องอีกครั้ง ม่อหลินถูกขุดกระดูกวิญญาณ ส่วนเช่าเฟยเส้นชีพจรวิญญาณตันแต่กำเนิดไม่อาจบำเพ็ญได้ เส้นลมปราณถูกผู้มีฝีมือสูงส่งเปิดให้ ตอนแรกใช้แมลงกวู่ฝังในจตุกำเนิดสูบพลังลมปราณ ครั้นเปลี่ยนกระดูกวิญญาณแล้ว สิ่งนั้นแทนที่แมลงกวู่ในร่างดึงดูดพลังลมปราณมาให้ นางจึงถอนแมลงกวู่ในร่างออก กลายเป็นผู้บำเพ็ญวิถีอันชอบธรรม
โครงเรื่องตอนหลัง กระดูกวิญญาณนี้กลับแทบไม่เอ่ยถึง หายสาบสูญไป
หลินตู้ถามเช่าเฟย “เส้นลมปราณของเจ้า ฉีจุ่นช่วยจัดการให้ด้วยหรือ”
เช่าเฟยนิ่งคิดครู่หนึ่ง พยักหน้าแล้วส่ายหน้า “ฉีจุ่นบอกว่าสหายเก่าของเขามีวิธีจัดการเส้นลมปราณให้ข้า แต่เพราะข้าเส้นชีพจรวิญญาณตันแต่เกิด และไม่ดึงดูดพลังวิญญาณเลย เป็นทางตันสองเดี้ยง ได้แต่ต้องใช้กวู่สูบวิญญาณเพาะไว้ในร่าง กลายเป็นนักกวู่”
