ถ้ำบำเพ็ญของหลินตู้ปิดป้ายห้ามรบกวน ทำให้เฟิงอี๋ที่คิดมาตลอดทั้งคืนว่าจะอบรมสั่งสอนเด็กคนนี้อย่างไรหมดโอกาสจะได้แสดงฝีมือ
แต่กระนั้น ฝ่ายอาจารย์ของตัวต้นเหตุเองก็มีท่าทีแบบ "ศิษย์ข้าจะเข้มงวดกับการฝึกฝนแล้วมีอะไรผิดหรือ" ฟังคำพูดชวนตะลึงของหลินตู้ก็ไม่ใส่ใจ เฟิงอี๋กับเหยียนเหย่คุยกันไม่รู้เรื่อง ต่างคนต่างหมุนตัวจากไป
หลังจากเฟิงอี๋จากไป เหยียนเหย่ก็ไม่ได้กลับไปยังพื้นผิวน้ำแข็งที่ลั่วเจ๋อ แต่กลับยืนอยู่หน้าถ้ำบำเพ็ญของหลินตู้สักพัก คิดอะไรบางอย่าง
ด้วยนิสัยของศิษย์ทรพีผู้นั้น ที่คิดได้ถึงจุดนี้ก็ไม่น่าแปลกใจ แต่ที่แปลกคือความหมายในคำพูดของหลินตู้
เหยียนเหย่ไม่เหมือนกับเฟิงอี๋พวกนั้น ในสายตาของเขา หลินตู้ไม่ได้มีความคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อสวรรค์
หลินตู้ช่างขัดแย้ง การปกป้องคนในครอบครัว การแย่งชิงค่าชดเชยให้คนของตัวเองนั้นไม่เคยยอมอ่อนข้อ แต่จริงๆ แล้วนางกลับมองเห็นความยากลำบากของภาพรวมในทุกๆ จุด
นางรู้ถึงทิศทางของกฎเกณฑ์แต่ก็ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างสิ้นเชิง
ระหว่างสวรรค์กับประตูมนุษย์ ผู้บำเพ็ญในแคว้นกลางล้วนอยู่ในประตูมนุษย์โดยธรรมชาติ เพื่อการบำเพ็ญ จึงโน้มเข้าหาสวรรค์ แต่ท้ายที่สุดแล้วความดีและความชั่วไม่อาจอยู่ร่วมกัน เพื่อการอยู่รอดและอนาคต ผู้บำเพ็ญมนุษย์ย่อมต้องช่วงชิงสักหน่อย
ยิ่งผู้บำเพ็ญระดับสูงหลังจากเลือกเต๋าแล้ว ทุกการเคลื่อนไหวก็จะถูกจำกัดด้วยกฎแห่งความเข้าใจในเต๋าของสวรรค์ สิ่งที่เรียกว่าหลอมรวมเต๋า ก็ไม่ต่างจากกระบวนการทำลายความเป็นมนุษย์และฝืนสัญชาตญาณ
ประตูมนุษย์ยอมจำนนต่อเต๋าสวรรค์ แต่บางส่วนกลับถือเป็นการท้าทายสวรรค์
เหยียนเหย่เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจ เกรงว่าเวลาที่หลินตู้เลือกเต๋า จะช้ากว่าคนอื่นๆ ทั้งหมด
ผู้บำเพ็ญที่มีพรสวรรค์และโอกาส บางทีในขั้นสาม ขั้นสี่ก็จะเลือกเต๋าแล้ว ซึ่งหมายความว่าพวกเขาอยู่ภายใต้การชี้แนะของกฎแห่งสวรรค์ มีเส้นทางที่ถูกต้อง แต่หากเป็นผู้บำเพ็ญที่ไม่เลือกเต๋า ยิ่งสูงขึ้นไปข้างหน้าก็ยิ่งเดินยาก แม้จะดูดซับพลังลมปราณไม่หยุดก็อาจไม่ก้าวหน้า เพราะมองไม่เห็นเส้นทางที่ถูกต้อง ก็ไม่อาจทะลวงกำแพงได้
