นับตั้งแต่ใกล้ถึงเมืองเฟิ่งหวง ท่าทางของเถาเสี่ยนก็ดูพิกลราวกับกำลังนึกอะไรบางอย่าง ตกอยู่ในห้วงความทรงจำ แต่ไม่นานนักก็ส่ายหน้าด้วยตัวเองเหมือนนึกไม่ออก
หลินตู้ดูออกว่าคนผู้นี้เองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
เรือเหาะค่อย ๆ ร่อนลงบนลานหน้ากำแพงเมือง กฎของเมืองเฟิ่งหวงคือห้ามบินเหนือน่านฟ้าในเมือง ไม่ว่าจะมีสถานะใดก็ตาม
ม่อหลินกับเซี่ยเทียนอู๋ออกมาจากห้องบนเรือ รูปลักษณ์ยังคงเป็นชายหนุ่มรูปงามกับสาวงามเยือกเย็นเช่นเดิม หลังตั้งตรง ไม่ปรากฏความผิดปกติใด ๆ
เข้าเมืองต้องเสียค่าผ่านทางหนึ่งคนสิบศิลาวิญญาณ หลินตู้ชำเลืองมองเถาเสี่ยน
มือที่ล้วงศิลาวิญญาณของเถาเสี่ยนชะงักไป “หา?”
“ที่เรามาคราวนี้เพื่ออะไร”
“เพื่อรักษาโรคให้ท่านเต๋าม่อหลิน”
“แล้วศิลาวิญญาณเข้าเมืองล่ะ” หลินตู้กอดอกจ้องเขา สายตาสื่อความหมายโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
เถาเสี่ยน: ...
เขาหลั่งน้ำตาพร้อมควักค่าเข้าเมืองของกลุ่มห้าคนออกมา
นั่นมันเงินเก็บไว้แต่งเมียของเขาทั้งนั้นเลยนะ
“เรียนถามว่าในเมืองนี้มีท่านยายหม่าอยู่หรือไม่”
องครักษ์พยักหน้า “มี พวกเจ้าก็มาหาหมอหรือ”
สายตาเขาปรายไปยังสตรีหน้าขาวซีดผู้หนึ่งที่ยืนซ่อนมืออยู่กลางกลุ่ม
“ขอรับ รบกวนชี้ทางหน่อยเถิด ตอนนี้บ้านของยายหม่าอยู่ที่ใด”
องครักษ์ถอนสายตากลับมามองชายตรงหน้า แล้วยื่นสองนิ้วออกมา
เถาเสี่ยนกัดฟันควักศิลาวิญญาณออกมาอีกยี่สิบก้อน ฝืนยิ้มยัดใส่มือองครักษ์
องครักษ์เก็บเข้ากระเป๋าของตนอย่างคล่องแคล่ว “อยู่สุดซอยศิลาฐานตรอกทางใต้ ที่นั่นมีเรือนเถาวัลย์ขึ้นมากที่สุดเป็นบ้านของยายหม่า”
เถาเสี่ยนเอ่ยขอบคุณแล้วจึงนำคนเข้าไป
เช่าเฟยเดินช้ามาก ราวกับก้าวต่อไปก็จะล้มลงเสียให้ได้
เถาเสี่ยนเหลียวมองนางบ่อยคล้ายอยากยื่นมือไปพยุงตลอดเวลา “เจ้าเป็นอะไร มีบาดแผลหรือ หรือว่าไม่ได้กินข้าวจึงไม่มีแรง”
สามคนจากสำนักอู๋ซ่างเดินตามหลังพวกเขามา ม่อหลินเห็นดังนั้นก็โพล่งขึ้นอย่างไม่ทันคิด “จะเป็นไปได้อย่างไรที่ไม่ได้กินอาหารเช้า สำนักจวินติ้งของเราให้อาหารนักโทษวันละสองมื้อ เช้าค่ำหนึ่ง ซาลาเปากับข้าวต้มน้ำใสไม่อั้น”
