ด่านที่สองคือการทำลายค่ายกล โดยกำหนดว่าห้ามใช้กำลังบังคับทำลายค่ายกลเด็ดขาด
นักค่ายกลไม่เพียงต้องรู้จักการประกอบค่ายกลเท่านั้น ย่อมต้องรู้จักการทำลายค่ายกลด้วยเช่นกัน
หลังจากการคัดกรองในด่านแรก ผู้ที่ได้ระดับเจี่ยมีจำนวนห้าร้อยกว่าคน
ทุกคนมารวมตัวกันในลานแข่งขัน เพียงชั่วครู่ก็ถูกค่ายกลเคลื่อนย้ายส่งเข้าไปในการแข่งขัน
หลินตู้ลืมตาขึ้น พบว่าเบื้องหน้ามืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่าง มีเพียงความมืดสนิทเท่านั้น
นางแผ่สัมผัสญาณวิเศษออกไป รู้สึกได้ว่ามีกำแพงกั้นที่ชัดเจน สามารถยืนยันได้ว่ามีค่ายกลที่กั้นสัมผัสญาณวิเศษอยู่
หลินตู้ไม่คิดจะเคลื่อนไหวตามอำเภอใจ ยืนอยู่กับที่ พยายามสัมผัสว่ามีลมปราณแห่งชีวิตอยู่หรือไม่
นางกลั้นหายใจ ในความเงียบสงัด ที่นี่คือพื้นที่ปิดตาย
ในตาน้ำนอกสนาม ภาพของผู้เข้าแข่งขันทุกคนถูกฉายออกมา แสดงผลลอยอยู่กลางอากาศเป็นช่อง ๆ
“หลินตู้ผู้นี้ถูกส่งไปไม่เข้าที่เอาซะเลย โชคก็แย่เกินไปแล้ว ที่แท้ก็เป็นประตูมรณะของค่ายกลรวม”
“ในแง่หนึ่ง นี่ก็ถือว่าเป็นการท้าทายสวรรค์เหมือนกัน”
“แต่สำหรับคนที่โชคไม่ดีแบบนี้ มันก็ดูไม่ยุติธรรมไปหน่อยไม่ใช่หรือ”
“อย่าพูดอย่างนั้นเลย พวกเรานักค่ายกลบางครั้งก็ต้องอาศัยโชคในการวางค่ายกลเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ก็มีคนเคราะห์ร้ายคนหนึ่ง แม้ศิลาค่ายกลและผังค่ายกลจะเหมือนกับคนอื่นทุกอย่าง แต่พอเชื่อมต่อเข้าด้วยกันกลับเบี้ยวไปคนละทาง”
“ดังนั้นที่ว่านี่ก็ไม่ถือว่าไม่ยุติธรรมเท่าไหร่”
คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในที่นั้นล้วนเป็นนักค่ายกล หรือไม่ก็เป็นผู้ที่ศึกษาค่ายกลเป็นอย่างดี ย่อมมองเห็นจุดอันตรายของค่ายกลนั้นได้
การจะทำลายค่ายกลได้ ก่อนอื่นต้องสำรวจภาพรวมทั้งหมดของค่ายกลให้ชัดเจน อย่างแย่ที่สุดก็ต้องรู้สภาพค่ายกลในมุมส่วนใหญ่ที่ตนอยู่ เพื่อจะได้สะดวกในการพิจารณาว่าที่แท้จริงแล้วตนอยู่ในค่ายกลประเภทใด ประตูชีวิตที่แท้จริงอยู่ที่ไหน แล้วจึงค่อยทำลายค่ายกลจากประตูชีวิต
แต่หลินตู้เริ่มต้นก็เจอเข้ากับประตูมรณะที่ซ้อนทับด้วยค่ายกลปิดตาย อีกทั้งยังห้ามใช้กำลังบังคับ การจะทำลายค่ายกลให้สำเร็จโดยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อยนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้
