สุ้มเสียงนั้นใสดุจหิมะร่วงหล่นบนสนเขียวในฤดูหนาว เพียงเอ่ยขึ้นฝูงชนที่เดิมจอแจดั่งตลาดกลับเงียบกริบอย่างน่าประหลาด
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่วลมหายใจ แววตาแข็งทื่อเลื่อนจากเยี่ยนชิงไปหยุดที่หลินตู้ จากนั้นก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างไม่เชื่อสายตา กวาดมองไปมาบนทั้งสี่คน
“เจ้าคือหลินตู้งั้นหรือ?”
หลินตู้พยักหน้า “ของแท้แน่นอน”
ชายหนุ่มรู้สึกผิดปกติ จึงจับจ้องคนตรงหน้าอย่างแน่วแน่ ราวกับหวังจะทะลวงเข้าไปถึงกระดูกดั่งรังสีเอกซ์ ใครก็ตามที่ถูกจ้องเช่นนี้ย่อมรู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้าง
แต่ผู้นั้นกลับเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงเกียจคร้าน
“ดูพอหรือยัง? ดูต่อต้องเสียเงิน คนละยี่สิบศิลาวิญญาณ”
คนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าคำพูดนี้ฟังดูคุ้นหู
“อาจารย์อาน้อย เหตุใดถึงขึ้นราคาอีกเล่า?”
หลินตู้ยิ้มน้อย ๆ “อ้อ ก็เพราะพรสวรรค์อันดับหนึ่ง สองเท่าของราคาเดิม”
เมื่อนางขึ้นป้ายฉงเซียวแล้ว นางก็จะเก็บคนละร้อยศิลาวิญญาณ
หลินตู้น่ะนางรู้เรื่องการตั้งราคา
ชายหนุ่มตะลึงไป เขามองดูร่างแห้งโกร๋นราวกับปล้องไผ่ตรงหน้า ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นขาวซีดดั่งกระดาษ ถูกรายรอบด้วยขนจิ้งจอกขาว รู้สึกว่าเพียงชกไปทีเดียวก็อาจกระอักเลือด หรือหากส่งเสียงดังไปหน่อย คนก็อาจรับไม่ไหว ชั่วขณะนั้นพูดอะไรไม่ออก
เขาเอื้อมมือเกาศีรษะ คิ้วดำหนาสองข้างขมวดเข้าหากัน “เจ้าเป็นหลินตู้ได้อย่างไร?”
“หลินตู้จะเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร”
หลินตู้ยิ้ม “เช่นนั้นเจ้าคิดว่า หลินตู้ควรมีหน้าตาเช่นใด?”
ไม่เพียงแต่นักกระบี่ผู้นั้น แม้แต่ทุกสายตาก็จับจ้องหลินตู้ด้วยความรู้สึกสับสนซับซ้อน พรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งป้ายชิงอวิ๋น จะเป็นคนออดแอดอ่อนแอได้อย่างไร?
