พอเห็นงูตัวนี้กับตาตัวเอง เฉินเจียงเหอก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว แทบจะหันหลังเผ่นหนีอยู่แล้ว
ตัวบ้าอะไรจะใหญ่ขนาดนี้!
ลำตัวงูใหญ่เท่าท่อนแขน พอแผ่คอออกมาก็กว้างยิ่งกว่าชามใบใหญ่เสียอีก หัวของมันชูสูงจากพื้นกว่าครึ่งเมตร กำลังแลบลิ้นแฉกออกมาพร้อมเสียงฟ่อ ๆ
แม้จะอยู่ไกลขนาดนี้ เฉินเจียงเหอก็ยังเหมือนได้กลิ่นเหม็นคาวชวนคลื่นไส้ลอยมา
นี่มันยังเป็นงูอยู่ไหมเนี่ย?
จะกลายเป็นปีศาจอยู่แล้วมั้ง?
เอาวะ สู้ก็สู้!
เฉินเจียงเหอไม่ถอย มือหนึ่งถือเคียว อีกมือถือไม้พลอง ค่อย ๆ รุกเข้าไปหามัน
ยังไม่ทันที่เขาจะเข้าใกล้ งูจงอางก็รอไม่ไหวแล้ว มันอ้าปากกว้างพุ่งเข้าไปกัดหวังซื่อเหรินที่อยู่ตรงหน้า
“รีบหลบ!” เฉินเจียงเหอรีบตะโกนเตือน
แต่ไม่รู้ว่าหวังซื่อเหรินตกใจจนสติหลุด หรืออายุมากจนตอบสนองช้าไปกันแน่ ถึงได้ยืนนิ่งไม่หลบเลยสักนิด
เฉินเจียงเหอไม่มีเวลาคิด เขาออกแรงถีบพื้น แล้วฟาดไม้พลองใส่ตรงหน้าหวังซื่อเหรินอย่างแรง!
งูจงอางเจ้าเล่ห์สุด ๆ มันหดหัวหลบไม้พลอง จากนั้นก็พุ่งเข้ามากัดแขนเฉินเจียงเหออย่างรวดเร็ว
เฉินเจียงเหอรีบเบี่ยงตัว หดแขนกลับ
เสียงลมเฉียดผ่านแขน ทำเอาขนลุกซู่ เหงื่อเย็นผุดเต็มตัว
พิษของเจ้านี่ร้ายแรงเกินไป แค่ถูกกัดจนถลอกนิดเดียว ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ก็ถึงตายได้แล้ว
เฉินเจียงเหอกัดฟันตั้งหลัก มือกำเคียวกับไม้พลอง จ้องประจันหน้ากับมันอีกครั้ง
เขาไม่ถอย
งูจงอางหวงถิ่นมาก มันจะโจมตีสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่เข้ามาในเขตของมัน
ตอนนี้มันโมโหจัดแล้ว หนีไปก็หนีไม่พ้น มีแต่ต้องหาทางฆ่ามันให้ได้!
เหงื่อไหลจากหน้าผากลงมา เฉินเจียงเหอไม่กล้าแม้แต่จะเช็ด เขากดเสียงต่ำพูดว่า
“ตาเฒ่าหวัง ถ้าขยับไหวก็ถอยไปไกล ๆ เดี๋ยวจะโดนลูกหลง!”
ยังพูดไม่ทันขาดคำ งูจงอางฝั่งตรงข้ามก็โจมตีอีกครั้ง มันอ้าปากกว้างพ่นพิษใส่เฉินเจียงเหอ
เฉินเจียงเหอหลบฉาก แล้วฉวยจังหวะที่ลำตัวงูทิ้งลงมา เหวี่ยงไม้พลองในมือขวาสุดแรง ฟาดเข้าที่ท้ายทอยของมันเต็ม ๆ
งูจงอางเจ็บจนดิ้นพล่าน ลำตัวมหึมาของมันกลิ้งเกลือกบนพื้นจนกิ่งไม้แห้งแตกกระจาย
ฉวยโอกาสตอนมันเจ็บ จัดการให้เด็ดขาด!
ตอนแรกเขาใช้ไม้พลองโจมตีมาตลอด
ยังไงเคียวก็สั้นเกินไป ยาวไม่ถึงครึ่งเมตร ถ้าใช้เคียวก็ต้องเข้าไปประชิด อันตรายเกินไปจริง ๆ
แต่ตอนนี้แหละคือโอกาส!
เฉินเจียงเหอรีบก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว เส้นเลือดบนมือซ้ายปูดขึ้นขณะกำเคียวแน่น แล้วฟันฉับเข้าที่ท้ายทอยของงูอย่างแรง
คมเคียวฟันโดนจุดเจ็ดชุ่นของงูใหญ่ แม้จะมีเกล็ดขวางอยู่ก็ยังเกิดแผลลึกขึ้นมา
ลำตัวงูชักกระตุกและดิ้นพล่าน มันฟาดพื้นอย่างบ้าคลั่งจนฝุ่นฟุ้งกระจาย
เฉินเจียงเหอถอยช้าไป หางงูที่ฟาดสะเปะสะปะหวดเข้าที่น่อง ความเจ็บแล่นลึกถึงใจจนเขาเกือบยืนไม่อยู่
เขารีบถอยหลังไปอีกหลายก้าว กำไม้พลองกับเคียวแน่น จ้องดูความเคลื่อนไหวของงูใหญ่ไม่วางตา
ถูกฟันที่จุดเจ็ดชุ่นจนหัวแทบขาด ต่อให้งูจงอางอึดแค่ไหน ตอนนี้ก็เหลือเพียงดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเท่านั้น
สิบนาทีต่อมา ร่างที่บิดไปมาก็ค่อย ๆ หยุดลงในที่สุด เหลือเพียงหางที่ยังกระตุกเบา ๆ
แต่เฉินเจียงเหอยังคงระวังเต็มที่ รอจนแน่ใจว่ามันไม่ขยับแล้วถึงค่อยเข้าไป
“พ่อหนุ่ม ใจเย็น ๆ มันตายสนิทแล้ว!”
หวังซื่อเหรินเดินหัวเราะเข้ามา แล้วนั่งยอง ๆ ข้างหัวงู หยิบมีดเล่มเล็กออกมา เตรียมจัดการงูพิษ
เฉินเจียงเหอถึงได้ผ่อนคลายลงอย่างหมดจด วางอาวุธแล้วสะบัดข้อมือ
แค่แป๊บเดียว เขาก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว เหนื่อยยิ่งกว่าวิ่งมาราธอนเสียอีก
หวังซื่อเหรินใช้มีดตัดหัวงูไปแล้ว กำลังจะผ่าท้องเอาดีงู
เฉินเจียงเหออดตะโกนถามไม่ได้ว่า
“เฮ้ย ทำอะไรน่ะ? งูจงอางตัวนี้ฉันเป็นคนฆ่า นายจะลงมือจัดการมันตามใจชอบได้ยังไง?”
มือของหวังซื่อเหรินชะงัก เขายิ้มแห้ง ๆ พลางพูดว่า
“น้องชาย งูตัวนี้ฉันเป็นคนเจอก่อนนี่นา ใครเจอก็มีส่วนสิ”
เฉินเจียงเหอทั้งโมโหทั้งขำ
หวังซื่อเหรินเกิดในตระกูลแพทย์แผนจีน ตระกูลหวังเปิดโรงหมออยู่ในตำบลชิงสือมาหลายชั่วอายุคน เรื่องฝีมือการรักษาไม่ต้องพูดถึง
แต่เขาขี้เหนียว ชอบเอาเปรียบเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แถมยังชอบหาเรื่องเถียง คนเลยตั้งฉายาให้ว่า “หวังขี้งก”
ขี้เหนียวก็ว่าไปอย่าง เฉินเจียงเหอไม่คิดเลยว่าเขาจะไร้ยางอายได้ถึงขนาดนี้
เฉินเจียงเหอไม่คิดจะตามใจคนแบบนี้อยู่แล้ว
“หวังขี้งก นายเป็นคนเจอก่อนก็จริง แต่ถ้าฉันไม่ช่วยนาย ตอนนี้นายคงกลายเป็นศพไปแล้ว
ถ้านายมาตายอยู่บนเขารกร้างแบบนี้ ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะมีคนเจอ ถึงตอนนั้นศพอาจจะเน่าเหม็นไปแล้วก็ได้!”
เขาแค่นหัวเราะ ก่อนพูดต่อว่า
“หวังขี้งก ฉันไว้หน้านายมากไปหรือไง ถึงได้กล้ามาแย่งงูกับฉัน?
ไปถามใครดูก็ได้ ฉายาจอมมารอาละวาดของฉันได้มาเพราะโชคช่วยหรือไง?”
จอมมารอาละวาด?
หวังซื่อเหรินถึงเพิ่งนึกออกว่าคนตรงหน้าคือใคร
“นะ...นายคือเฉินเอ้อร์โก่วเหรอ?”
“เฉินเอ้อร์โก่วเป็นชื่อเก่าของฉัน ต่อไปฉันชื่อเฉินเจียงเหอ!” เฉินเจียงเหอหงุดหงิดขึ้นมาทันที จึงตวาดออกไป
พอหวังซื่อเหรินรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นอันธพาลตัวแสบที่สุดในตำบลชิงสือ เขาก็เลิกคิดจะตอแยทันที
เขากล้าทำตัวหน้าด้านกับคนอื่น แต่ไม่กล้าเอาเปรียบจอมมารอาละวาดเด็ดขาด
“น้องเอ้อร์โก่ว...” หวังซื่อเหรินเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน
“เรียกอะไรนะ? ฉันบอกอีกครั้ง เรียกฉันว่าเฉินเจียงเหอ!”
“ได้ ๆ...น้องเจียงเหอ งูจงอางตัวนี้นายเอากลับไปก็ไม่ค่อยมีประโยชน์หรอก ขายให้ฉันไหมล่ะ”
หวังซื่อเหรินกลอกตาไปมา ก่อนเสนอราคาที่คิดว่าอีกฝ่ายคงปฏิเสธไม่ได้
“น้องเจียงเหอ ยกงูตัวนี้ให้ฉันเถอะ ฉันให้ 10 หยวน...ไม่สิ 20 หยวน!”
ในสายตาเขา อันธพาลอย่างจอมมารอาละวาดไม่มีทางรู้หรอกว่างูจงอางมีค่าแค่ไหน
เงิน 20 หยวนซื้อข้าวสารได้ตั้งร้อยกว่าชั่ง อีกฝ่ายไม่มีทางปฏิเสธแน่
ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายไม่สนใจเขาเลย
เฉินเจียงเหอคว้าคอเสื้อหวังซื่อเหริน แล้วยกตัวเขาขึ้นมา
“ไสหัวไปให้ไกล ๆ เลย เงิน 20 หยวนคิดจะไล่ขอทานหรือไง? งูตัวใหญ่ขนาดนี้ แค่ดีงูก็มีราคามากกว่า 20 หยวนแล้ว”
หวังซื่อเหรินชะงัก อันธพาลคนนี้รู้ราคาดีงูด้วยหรือ?
เขากัดฟัน ทำหน้าเหมือนเจ็บปวดใจ ก่อนพูดว่า
“ในเมื่อน้องเจียงเหอรู้ราคาดีงู งั้นบอกราคามาเลย ฉันจะซื้องูตัวนี้”
เฉินเจียงเหอไม่สนใจเขา ใช้เคียวกรีดหนังงูออกเล็กน้อย แล้วออกแรงกระชาก
เสียงลอกหนังดังแซ่ด ๆ เนื้องูสีขาวราวหิมะก็แยกออกจากหนัง เผยให้เห็นทั้งตัว
เฉินเจียงเหอขยับมือไม่หยุด ควักเครื่องในงูออกจนหมด ก่อนหยิบดีงูขนาดเท่าลูกปิงปองออกมา ไอร้อนยังลอยกรุ่นอยู่
หวังซื่อเหรินมองตาเป็นมัน แล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า
“ฉันให้ 30 หยวน มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว!”
เฉินเจียงเหอหัวเราะเยาะ
“ดีงูเห่าแว่นตัวใหญ่ขนาดนี้ คงหาได้ยากมากในโลกแล้วมั้ง?
ถ้าเอาไปขายที่สถานีรับซื้อสมุนไพรของอำเภอ อย่างน้อยก็ได้ 30 หยวน ถ้าเจอพ่อค้ายาสมุนไพร อาจขายได้ถึง 40 หรือ 50 หยวนด้วยซ้ำ”
“คิดจะเอาเปรียบฉันเหรอ? หวังขี้งก ฝันไปเถอะ!”
