อีกฟากหนึ่ง ณ หอชวนดาว
จุนมู่เฮิงเสด็จมาหากั๋วซือเป็นพิเศษ เพื่อปรึกษาเรื่ององค์ชายสี่ละเมอร่ำไห้เพราะฝันร้าย
กั๋วซือมองจักรพรรดิผู้มีท่าทีไม่เป็นมิตร แต่กลับมิได้ตื่นตระหนก ยังคงชงชาอย่างเชื่องช้า “ฝ่าบาททรงมีเรื่องใดจะถามหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่าแสร้งทำเป็นไม่รู้” น้ำเสียงของจุนมู่เฮิงไม่สบอารมณ์ “เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าเจิ้นมาที่นี่ด้วยเรื่องใด”
กั๋วซือรินน้ำเดือดลงในถ้วยชา มองไอร้อนที่ลอยกรุ่น ก่อนยิ้มบาง ๆ “เช่นนั้น ครั้งนี้ฝ่าบาททรงต้องการถามเรื่ององค์ชายสี่ หรือเรื่อง...บิดาผู้ให้กำเนิดอีกครึ่งหนึ่งของสายเลือดในกายเด็กคนนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
จุนมู่เฮิงได้ยินเช่นนั้น คิ้วพลันขมวดแน่น ในดวงตาวูบผ่านความอัปยศอดสูและโทสะที่ยากจะเอ่ยออกมา
“ทั้ง...สองเรื่อง”
ตาแก่ชั่วช้านี่ พูดจาทีไรก็จงใจแทงใจดำเขาอยู่ร่ำไป
กั๋วซือยกมุมปากยิ้มน้อย ๆ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
“หากเป็นเรื่องหลัง กระหม่อมขอแนะนำว่าฝ่าบาทอย่าทรงทราบเลยจะดีกว่า บางเรื่องไม่รู้เสีย กลับจะได้สงบใจ”
“หึ” จุนมู่เฮิงหัวเราะเย็นเยียบ “อย่าคิดว่าคำพูดชุดเดิมจะใช้ได้ถึงสองครั้ง เจิ้นเกลียดพวกเจ้าที่ชอบทำตัวลึกลับหลอกลวงที่สุด เชื่อหรือไม่ว่าเจิ้นจะสังหารเจ้าเสียเดี๋ยวนี้”
กั๋วซือยกถ้วยชาขึ้นจิบคำหนึ่ง เอ่ยเสียงเรียบเฉย “เชื่อพ่ะย่ะค่ะ ย่อมเชื่อ ฝ่าบาทผู้ทรงครองบัลลังก์ในยามนี้ตัดสินพระทัยเด็ดขาด การสังหารกระหม่อมก็เป็นเพียงความคิดชั่ววูบเท่านั้น”
จิ้งจอกเฒ่าผู้นี้ปากบอกว่าเชื่อ ทว่าท่าทางกลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
เขาสบตาจุนมู่เฮิง แล้วเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน “ฝ่าบาทตรัสเรื่ององค์ชายสี่กับกระหม่อมเถิด องค์ชายสี่เพิ่งหายประชวร คงยังไม่คุ้นชินกับฐานะในยามนี้ วันนี้ฝ่าบาทเสด็จมา ก็คงเพราะทรงกังวลเรื่องนี้กระมังพ่ะย่ะค่ะ”
