หลังจากจัดวางค่ายกลเรียกวิญญาณเสร็จสิ้น ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอยู่นาน
จนกระทั่งคืนหนึ่ง สายลมพัดผ่าน กระดิ่งทองแดงส่งเสียงใสกังวานขึ้นหนึ่งครั้ง
จากนั้น กระดิ่งทองแดงที่แขวนเรียงรายตั้งแต่ลานเรือนไปจนถึงตำหนักบรรทมก็พลันส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งกังวานไปทั่ว
ฎีกาอักษรเลือดที่ยาวนับพันตัวอักษรผืนนั้นก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมา อักษรทุกตัวเปล่งแสงประหลาดเร้นลับ
เมื่อกั๋วซือเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจยาว ก่อนหันไปมองจุนมู่เฮิงและค้อมกายคารวะเล็กน้อย “ขอถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท วิญญาณขององค์ชายสี่...กลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จุนมู่เฮิงสะท้านวูบ ใบหน้าพลันเปี่ยมด้วยความปีติ “เช่นนั้นเขาใกล้จะฟื้นแล้วใช่หรือไม่”
กั๋วซือพยักหน้าเล็กน้อย
จุนมู่เฮิงไม่ถามต่ออีก หมุนกายพุ่งเข้าไปในตำหนักบรรทม แล้วเฝ้าอยู่ข้างเตียงของเด็กน้อย
“หนิงหนิง หนิงหนิง...”
ท่ามกลางความพร่าเลือน ฉินเป่าอันได้ยินเสียงคุ้นเคยกำลังเรียกตน
เสียงนั้นเหมือนกับเสียงที่เคยโอบกอดกล่อมเขาในความฝัน บอกไม่ให้ร้องไห้ อ่อนโยนอย่างยิ่ง
แต่หนิงหนิงคือใคร
ก่อนหน้านี้เวลามารดาโอบกอดกล่อมเขาอย่างอ่อนโยน นางล้วนเรียกเขาว่าอันอัน
เขาไม่มีชื่อว่าหนิงหนิง
ศีรษะของฉินเป่าอันปวดเหลือเกิน
ทันใดนั้น ราวกับมีความทรงจำสองช่วงกำลังต่อสู้กันอยู่ในร่าง
ชั่วครู่เป็นลมหนาวเสียดกระดูกในห้องฟืน กับเสียงดุด่าของฮ่วยอันโหว ชั่วครู่กลับเป็นม่านสีเหลืองอร่าม ยาขมขื่น และคนผู้หนึ่งที่มองใบหน้าไม่ชัด แต่คอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงเสมอ
ความทรงจำสองแบบที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวพุ่งชนกันในห้วงความคิด ราวกับมีมีดทื่อสองเล่มกำลังบิดคว้านอยู่ข้างใน
“ฮือ...”
ฉินเป่าอันทนไม่ไหว ร้องไห้ออกมา
เขาร้องจนแทบหายใจไม่ทัน ร่างเล็ก ๆ สั่นสะท้านอยู่ใต้ผ้าห่ม “เจ็บ...เจ็บเหลือเกิน...”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” สีหน้าของจุนมู่เฮิงแปรเปลี่ยนฉับพลัน
“ฝ่าบาทโปรดพระทัยเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ” กั๋วซืออธิบาย “นี่คือขั้นตอนที่ต้องผ่านในการหลอมรวมวิญญาณ นับเป็นเรื่องดี หมายความว่าองค์ชายสี่ใกล้จะฟื้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
