เฉียวหรานตกใจมาก พูดตะกุกตะกักว่า “ฉือเฟิง นี่คุณ ไม่ใช่…”
หลินเซียวพูดขึ้นว่า “เจ้านาย ฉือเฟิงเขา…”
หลินปานเสริมว่า “ขอร้องล่ะ ช่วยเขาด้วย”
แม้ว่าพวกเขาจะไม่เต็มใจสละโอกาสครั้งแรกเพียงใด แต่ในเวลานี้ก็ต้องร่วมมือกับฉือเฟิง
ในใจคิดว่า ให้ฉือเฟิงลองหยั่งเชิงเจ้านายดูก่อนก็ได้
ถ้าพรุ่งนี้เจ้านายไม่โกรธ โอกาสหน้าจะเป็นของพวกเขา
ฉือเฟิงจับแขนของเฉียวหรานไว้ มือทั้งสองข้างออกแรงจนนิ้วมือเกร็งเป็นร่อง ข้อนิ้วขาวซีด
แต่แรงที่สัมผัสลงบนแขนของเฉียวหรานกลับเป็นเพียงการลูบไล้ที่ร้อนรุ่มแผ่วเบา “หรานหราน…”
น้ำเสียงนั้นฟังแล้วทำให้คนใจลอย
“ฉ ฉันจะปลอบประโลมให้…”
เฉียวหรานยื่นมือออกไปอย่างเคอะเขิน ต้องการแตะศีรษะของฉือเฟิง
ฉือเฟิงจับมือของเธอไว้ สายตามีแววน้อยใจกวาดมองไปรอบ ๆ
เฉียวหรานถามว่า “เป็น… เป็นอะไรไป?”
ฉือเฟิงยิ่งดูน้อยใจ
เฉียวหรานนึกขึ้นได้ในตอนนั้น ว่าเธอยังนั่งอยู่บนตักของหลินเซียว ดื่มเหล้าที่หลินปานส่งมาถึงริมฝีปาก ในอ้อมแขนยังกอดหมีน้อยอยู่…
ดูไม่ให้เกียรติเลยจริง ๆ
“ฉ ฉัน…”
ฉือเฟิงอ้อนวอนเสียงต่ำว่า “เรากลับห้องกันเถอะนะครับ”
“อืม คือ…”
สามีอสูรคนอื่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะออกไป เฉียวหรานตอบตกลงอย่างมึนงง
ขณะที่ฉือเฟิงลุกขึ้นจากพื้น แขนแข็งแรงทั้งสองข้างก็อุ้มหญิงสาวร่างเล็กขึ้นอย่างง่ายดายราวกับอุ้มตุ๊กตากระเบื้อง
เดินตรงไปยังชั้นสอง
หลินเซียว หลินปาน หลิงเทียน อวี้ไป๋ มองตามแผ่นหลังของพวกเขาในขณะที่เดินขึ้นบันไดไปชั้นสองด้วยสายตาที่เจือจางด้วยความหึงหวง
หมีน้อยยังจำได้ว่าคืนนี้เฉียวหรานจะกอดเขานอน หลังจากนิ่งงันไปไม่กี่วินาทีก็รีบวิ่งตามไป
เพิ่งวิ่งไปถึงเท้าของฉือเฟิง กลับถูกฉือเฟิงเตะตกบันไดไปอย่างแนบเนียน
