ฟู่ชูหวั่นกับฟู่ชูหลันสบตากันอย่างประหลาดใจ ดูท่าช่วงไม่กี่วันมานี้จะเกิดเรื่องขึ้นไม่น้อยเลยสินะ
ท่าทีของแม่ที่มีต่อน้องสะใภ้เปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว
“พี่สาม อย่ามองคนด้วยสายตาคับแคบของพี่ได้ไหม ภรรยาผมเก่งมากนะ!”
ฟู่หลินชวนเหลือบตามองพี่สาวคนที่สาม ด้วยระดับสติปัญญาอย่างเธอ ไม่แปลกใจเลยที่ถูกคนตระกูลขงหลอกจนหัวหมุน
ฟู่ชูเยาชี้ตัวเอง ดวงตาเบิกกว้าง “ฉันคับแคบเหรอ?”
“ฟู่หลินชวน ฉันว่านายสติเลอะเลือนไปแล้วมั้ง นั่นมันยา ไม่ใช่ข้าวสารหรือแป้งสาลี ถ้าพลาดขึ้นมาอาจกินจนตายได้นะ นายไม่เห็นสุขภาพคนในบ้านสำคัญเลยหรือไง ถึงได้ทำเรื่องเหลวไหลแบบนี้!”
ฟู่ชูเยาไม่ค่อยเชื่อว่าฝีมือการแพทย์ของซู่ลิ่งอู๋จะเก่งกาจสักแค่ไหน เธอเพิ่งอายุเท่าไรเอง แค่สิบเก้าปี ต่อให้เริ่มเรียนตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ก็ใช่ว่าจะต้องเชี่ยวชาญได้
ยิ่งไปกว่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้สัมผัสวิชาการแพทย์แผนจีนมาตั้งแต่เด็ก คงเพิ่งเรียนในช่วงไม่กี่ปีมานี้ บางทีอาจเรียนรู้จากหมอเท้าเปล่า หรือไม่ก็เรียนรู้ความรู้ผิวเผินมาจากหมอจีนที่ถูกส่งไปชนบท แล้วก็กล้าออกไปรักษาคน นี่ไม่ใช่เอาชีวิตคนมาล้อเล่นหรอกหรือ!
“พี่สาม เมื่อไรพี่จะเลิกนิสัยแบบนี้เสียที เวลามองคนอย่ามองแค่เปลือกนอก คนที่พี่คิดว่าน่าเชื่อถือก็อาจไม่น่าเชื่อถือ ส่วนคนที่พี่คิดว่าไม่น่าเชื่อถือ ก็ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นเสมอไป”
“พี่ไม่เคยใจเย็นลงแล้วทำความเข้าใจให้ดี เอาแต่โวยวายแล้วด่วนตัดสินไปเอง”
คำพูดของฟู่หลินชวนมีนัยแฝง ทำให้ทุกคนอดหันไปมองขงอี้หมิงไม่ได้
ร่างของขงอี้หมิงแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วเดินเข้าไปจับมือฟู่ชูเยา “เอาละ พี่น้องสองคนจะทะเลาะกันทำไม ชูเยา ปู่ย่าและแม่ก็พูดแล้วว่าน้องสะใภ้มีฝีมือทางการแพทย์ดี เราไม่ควรเพียงเพราะเป็นห่วงสุขภาพของผู้ใหญ่ แล้วมาคาดเดาความสามารถของน้องสะใภ้ตามใจชอบ”
