ตอนซู่ลิ่งอู๋ตื่นขึ้น ฟู่หลินชวนก็ออกไปแล้ว
สัมภาระของซู่ลิ่งอู๋ขนไปไว้ที่นั่นหมดตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ล้วนเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งที่บ้านมีเหลือเฟือ จึงหยิบไปชุดหนึ่ง ส่วนเสื้อผ้าก็เอาไปเพียงบางส่วน เพราะตอนเที่ยงเธอกลับบ้านได้ หากต้องการอะไรก็ค่อยกลับมาหยิบ
ดังนั้นวันนี้ซู่ลิ่งอู๋จึงไม่มีอะไรต้องเอาไป แค่สะพายเป้ใบเดียวก็พอ
ที่จริงเป้ใบนี้มีไว้แค่ปกปิดเท่านั้น ไม่ว่าเธอจะใช้อะไรก็ดึงออกมาจากห้วงมิติได้
แต่ซู่ลิ่งอู๋ก็รู้ว่าในหอพักคนเยอะ หูตาก็เยอะ จึงต้องระวังให้มากขึ้น
ทันทีที่ซู่ลิ่งอู๋ก้าวเข้าประตูโรงเรียน ก็เรียกสายตาจากผู้คนมากมาย
“นี่ พวกเธอดูสิ นั่นไง รุ่นน้องคนสวยที่ทุกคนพูดถึงเมื่อวาน”
“พระเจ้า ทำไมถึงสวยขนาดนี้นะ ดูผิวเธอสิ ขาวจนเปล่งประกาย ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอะไรน่ะ”
“พวกเราลองสืบดูไหมว่าเธออยู่ห้องเดียวกับใคร แล้วให้ช่วยถามให้ก็เรียบร้อยแล้ว”
ซู่ลิ่งอู๋ไม่สนใจสายตาของทุกคน ค่อย ๆ เดินสำรวจโรงเรียน พอเดินวนรอบหนึ่งก็รู้ตำแหน่งของสถานที่ต่าง ๆ ครบถ้วน จากนั้นจึงกลับไปที่หอพัก
พอซู่ลิ่งอู๋เข้าห้องพัก ก็พบว่าไม่ได้มีแค่เธอที่ติดม่าน กู้เฟิ่งชิว เสิ่นจือตง และสวีจิ้ง รุ่นพี่ที่นอนเตียงชั้นบนของเธอ ก็ติดม่านกันแล้ว
แต่ไม่ใช่ผ้าดีแบบของเธอ หากเป็นผ้ารีไซเคิล ซึ่งทำจากการนำเสื้อผ้าเก่าและนวมเก่ามารีไซเคิล บดให้เป็นเส้นใย แล้วปั่นเป็นด้ายทอขึ้นใหม่
ผ้าชนิดนี้มีเส้นด้ายหนาบางไม่สม่ำเสมอ บนผืนผ้ามีก้อนสำลีและปมแข็งเล็ก ๆ กระจายเต็มไปหมด รูผ้าห่างจนแสงลอดผ่านได้ ทั้งยังรับแรงดึงได้ไม่ดี แค่ดึงเบา ๆ ก็ฉีกเป็นรูได้ ส่วนใหญ่เป็นสีเทาขาวหรือสีเทาหม่น มีเพียงส่วนน้อยที่ย้อมเป็นสีเทาอมฟ้า แต่สีย้อมก็ติดไม่สม่ำเสมอ เป็นด่างขาวเป็นปื้น ๆ
