เข็มนาฬิกาแกว่งไกวไปมา ตอนนี้ชี้ไปที่เลขเก้าแล้ว
ซู่ลิ่งอู๋ยังคงนอนหลับสบายอยู่ในห้อง
แขนกำยำแข็งแรงโอบรัดเอวบางไว้แน่น
ฝ่ามือร้อนผ่าวกดแนบอยู่บนท้องน้อย
เส้นผมยาวสลวยแผ่กระจายอยู่บนแขนสีน้ำผึ้ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ชวนรื่นรมย์ลอยเข้าจมูกเป็นระยะ มือที่โอบเอวอยู่จึงกระชับแน่นขึ้น
กลัวว่าคนในอ้อมแขนจะตื่น ฟู่หลินชวนจึงคงท่าเดิมไว้ไม่ขยับ
แต่ซู่ลิ่งอู๋ที่กำลังหลับฝันกลับไม่อยู่นิ่ง ขยับตัวถูไถอย่างกระสับกระส่าย
แขนที่โอบเอวอยู่กระชับแน่นขึ้นอีก ลมหายใจร้อนผ่าวแผ่ซ่านมาจากด้านหลัง
ในที่สุดซู่ลิ่งอู๋ก็ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย “ตายแล้ว!”
“กี่โมงแล้ว ทำไมไม่ปลุกฉัน”
นี่เป็นบ้านสามีนะ พอนึกว่าคนทั้งบ้านกำลังรอพวกเขาอยู่ นิ้วเท้าเธอก็แทบจิกพื้นจนขุดเป็นคฤหาสน์ได้แล้ว
เธอผุดลุกขึ้นนั่งทันที โดยไม่ทันสังเกตว่าสายเสื้อเลื่อนหลุดลงมา
ไหล่ขาวเนียนชวนมองโผล่พ้นเส้นผมที่ปกคลุมไว้ครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นรอยแดงแต้มอยู่เป็นจุด ๆ ช่างน่ามองจนยากจะละสายตา
ฟู่หลินชวนเห็นภาพตรงหน้า แววตาก็พลันมืดครึ้มลง
เขาโน้มตัวลงไปจุมพิตเธอ
“ไม่ต้องรีบ ถ้าง่วงก็นอนต่ออีกหน่อย”
“นอนต่อไม่ได้แล้ว!”
“นี่กี่โมงแล้ว คุณเป็นลูกชายของพวกเขา พวกเขาย่อมไม่ตำหนิคุณ แต่ฉันเป็นลูกสะใภ้นี่นา จะเหมือนกันได้ยังไง” ซู่ลิ่งอู๋รีบลุกขึ้นทันที
เธอมองเวลา ตอนนี้เก้าโมงกว่าแล้ว
ฟู่หลินชวนเลิกหยอกล้อแล้วพาภรรยาลงไปกินอาหารเช้า
ทั้งสองยังเดินไปไม่ถึงชั้นล่าง เพิ่งมาถึงชั้นสองก็ได้ยินเสียงคนแปลกหน้าดังมาจากด้านล่าง
“บ้านคุณมีแขกหรือ” ซู่ลิ่งอู๋หันไปมองฟู่หลินชวน
ดูท่าคงมาหาเธอสินะ
“ป้าใหญ่พาลูกสาวคนเล็กมาด้วย คุณไม่ต้องไปสนใจหรอก เธอชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน”
