“แม่!”
ซู่ลิ่งอู๋ก็ไม่ได้คิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้ แค่กินข้าวมื้อหนึ่ง ยังมาเจอแม่แท้ ๆ ของตัวเอง
เดิมคิดว่ากว่าจะได้เจอคงต้องใช้เวลา ไม่รู้ว่าอยู่ ๆ ก็ได้เจอกันแบบไม่ได้ตั้งตัว
ตรงหน้ามีฟู่หลินชวนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
จะบอกแม่แท้ ๆ เรื่องของทั้งสองคนยังไงดี
“ยัยเด็กคนนี้ มาในเมืองแล้ว ทำไมไม่มาหาแม่ก่อนล่ะ”
“แล้วหน้าเธอนี่...”
“มันเรื่องอะไรกันแน่!”
สวีเหมยลี่เกือบจำลูกสาวตัวเองไม่ได้
ลูกสาวตัวเองเคยมีสภาพอเนจอนาถแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
นี่ต้องมีเรื่องแน่ ไม่อย่างนั้นลูกสาวจะเป็นไปได้ยังไง ที่จะใส่เสื้อผ้าขาด ๆ ปาก ๆ แถมหน้ายังทาดำอีก
ฟู่หลินชวนรู้ว่าอีกฝ่ายคือแม่ยายในอนาคต จึงรีบลุกขึ้น “น้าสบายดีครับ เชิญนั่ง”
ฟู่หลินชวนหยิบชามกับตะเกียบมาให้สวีเหมยลี่อีกชุด และสั่งข้าวสวยมาอีกหนึ่งชาม
“น้า ที่นี่ไม่ใช่ที่คุยกัน รอทีหลังค่อยอธิบายให้น้าฟัง น้ากินข้าวกับพวกเราก่อนเถอะ”
กำแพงมีหู ฟู่หลินชวนกลัวว่าถูกคนพบร่องรอยของเขา
ซู่ลิ่งอู๋คิดว่าฟู่หลินชวนเหมือนจะบอกว่ามีเรื่องต้องจัดการ มองดูการปลอมตัวของเขา คาดว่าคงเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควร
“แม่ รีบกินเถอะ หนูหิวจะตายอยู่แล้ว ค่อยอธิบายให้ฟังทีหลัง”
“นี่...”
สวีเหมยลี่มองกับข้าวตรงหน้า อดกลืนน้ำลายไม่ได้
“รีบกินเถอะแม่ มื้อนี้ให้เขาเลี้ยง”
ซู่ลิ่งอู๋คีบกับข้าวทุกอย่างใส่ชามให้สวีเหมยลี่อย่างละนิด
สวีเหมยลี่เห็นลูกสาวคีบเนื้อให้ตัวเองเยอะมาก ตาแดงขึ้น ลูกสาวยังเห็นแก่แม่
“เธอกินเยอะ ๆ เถอะ แม่ไม่ชอบกินเนื้อ” สวีเหมยลี่คีบเนื้อในชามกลับไปใส่ชามซู่ลิ่งอู๋
“แม่ พูดเหลวไหลทั้งนั้น ที่ไหนมีคนไม่ชอบกินเนื้อ กินเยอะ ๆ เถอะ ไม่ต้องเกรงใจเขา ไม่พอให้เขาสั่งเพิ่ม”
