“ให้ตายสิ ฉันว่าแล้วเชียว ยายเฒ่าสกุลเจ้าน่ะขี้เหนียวจะตาย ปล่อยให้บ้านตกเป็นของลูกสะใภ้ได้ยังไง”
“จริงนะ แต่งงานมาเป็นสิบปีแล้ว เจ้ากั๋วเย่าก็สิบขวบแล้ว ตอนที่อีกฝ่ายมาอยู่ ลูกสามคนก็ยังไม่โตเลย แถมยังระแวงกันอีก มิน่าเขาถึงไม่ยอมเอาเงินเดือนให้ ฉันน่ะก็ไม่ให้เหมือนกัน จะหลอกใครล่ะ”
“จั๊กจั๊ก นี่ตระกูลจ้าวยิ่งเกินไปนะ แค่แม่ลูกกินข้าวด้วยกันก็ยังไม่เลิกวุ่นวาย แถมยังลงไม้ลงมือ”
“ให้ฉันพูดนะ นานาเด็กคนนี้ก็ถูกยายเฒ่าชักนำเสียคน เอาแต่ชอบฟ้องเรื่องหยุมหยิมทั้งวัน ทำให้บ้านไม่สงบ เป็นยอดตัวป่วนประจำบ้านเลย เห็นทีจะเอาสาวอย่างนี้เข้าบ้านไม่ได้”
ท่าทีเพื่อนบ้านพลิกผันไปทันที เดิมยังคิดว่าสวีเหมยลี่ไม่แยแสความลำบากของสกุลเจ้า เอาเงินและข้าวของสกุลเจ้ากับลูกสาวไปกินเลี้ยงเต็มที่ แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งสิ้น
“พวก...พวกแก...”
“ฮือ ๆ...”
จ้าวนาน่าเองก็ไม่คาด เรื่องนี้จะทำลายชื่อเสียงตน ร้องไห้ปิดหน้าวิ่งหนีไป
“เหมยลี่เอ๋ย ดูสิ เรื่องมันเป็นเรื่องเข้าใจผิด อย่าได้ถือโทษแม่เลย เรากลับ...”
“หลีกไป แม่แกไม่ใช่ไล่ฉันกลับสกุลสวีหรือไง ฉันยังไม่อยากอยู่ในสกุลเจ้าอีกเลย”
“นึกว่าใครอยากปรนนิบัติพวกแกทั้งครอบครัววุ่นวายนั่นนักรึไง”
สวีเหมยลี่เดินเข้าบ้านตรงไปเก็บข้าวของง่าย ๆ สองสามชิ้นใส่ห่อผ้า
“เหมยลี่ อย่าเพิ่งไปนะ ฉันผิดเองไม่ได้หรือไง ให้แม่ขอโทษแกเอามั้ย”
“แม่ พูดอะไรสักหน่อยสิครับ”
เจ้าย่งเจี๋ยเร่งเร้าแม่แท้ ๆ ของตน ให้ก้มหัวยอมรับผิด
ป่านนี้แล้ว ไม่อยากให้ต้องวุ่นวายอีก เขาชอบพอนางสวีเหมยลี่อยู่ มิเช่นนั้นตอนนั้นก็จะไม่ยอมขัดขืนแม่แท้ ๆ ดึงดันจะแต่งกับนาง
ภรรยาถูกแม่และลูกสาวตัวเองไล่งอนหนีไป พูดออกไปก็น่าขายหน้านัก
ยายเฒ่าสกุลเจ้านั้นชั่วชีวิตไม่เคยอ่อนข้อให้นใคร ย่อมไม่ยอมอยู่แล้ว ทำหน้าบูดไม่ยอมพูดอะไร
