รุ่งเช้าวันนั้น ฟ้ายังเพิ่งเริ่มสาง
หมอกเหนือแนวหน้าสลายไปไม่หมด อากาศชื้นเย็นจนบาดผิว
กลิ่นคาวเลือดฉุนกึกจากเมื่อคืนยังไม่จางไป ไอ้สถานที่บ้า ๆ นี่ไม่ใช่ที่ที่คนปกติจะอยู่กันจริง ๆ
ในสนามเพลาะเงียบสนิท เหลือเพียงเสียงกรนหนัก ๆ ดังอยู่ไม่กี่เสียง
ลู่หนิงพิงกำแพงดินชื้น ๆ ในหลุมหลบภัย พลางกอดปืนไรเฟิลจู่โจมไว้แน่นทั้งคืน เขาแทบไม่ได้นอนหลับสนิทเลย
ในที่ที่เต็มไปด้วยโคลนเละและเศษแขนขาแบบนี้ หลับลึกเกินไปก็เท่ากับฝากชีวิตไว้กับยมบาล
ทันทีที่ลืมตาขึ้น ลู่หนิงก็หยิบกระติกน้ำตรงเอวมาเขย่าสองที ข้างในเหลือน้ำอยู่ก้นกระติกนิดเดียว
เขาเงยหน้าจิบไปนิดหนึ่ง น้ำเย็นไหลผ่านลำคอลงสู่ท้อง ในที่สุดก็ช่วยชะล้างความมึนงงในหัวให้หายไปได้บ้าง
ขณะที่ลู่หนิงกำลังจะหยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดลำกล้องปืนกันความชื้น
กองทัพข้าศึกก็เปิดฉากโจมตีด้วยปืนใหญ่ระลอกใหม่อย่างหนักหน่วง โดยไม่มีสัญญาณเตือนแม้แต่น้อย
เสียงฉีกอากาศแหลมบาดหูดังขึ้นเหนือศีรษะ
เสียงนั้นมาเร็วและรุนแรง ราวกับมีเลื่อยเหล็กยักษ์ขึ้นสนิมกำลังหั่นท้องฟ้าสีเทาหม่นให้ขาดออกจากกัน
ไม่มีสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ไม่มีการแจ้งเตือนจากด่านหน้าด้วยซ้ำ
กระสุนปืนใหญ่แรงระเบิดสูงถล่มลงมายังเนินสูงแห่งนี้ราวกับพายุคลั่ง ราวกับมันเล็งเป้าหมายได้เอง
พื้นดินสั่นสะเทือน ลู่หนิงรู้สึกว่าอวัยวะภายในทั้งห้ากระเพื่อมตามแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
กระสุนปืนใหญ่หนักลูกหนึ่งพุ่งมาพร้อมเสียงหวีดหวิวราวกับยมทูตกำลังผิวปาก ก่อนจะตกกระแทกสนามเพลาะอย่างแม่นยำ
เสียงระเบิดดังสนั่นจนแทบฉีกแก้วหู
นี่คือการระเบิดที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่ลู่หนิงเคยเจอมาในชีวิต
เพดานหลุมหลบภัยซึ่งเดิมทีเป็นท่อนไม้หนาและดินแข็งที่พวกทหารเก่าช่วยกันเสริมความแข็งแรงมาหลายครั้ง กลับดูราวกับทำจากกระดาษต่อหน้ากระสุนปืนใหญ่ลูกนี้
แรงระเบิดมหาศาลทำให้หลุมหลบภัยที่ลู่หนิงอยู่พังถล่มเป็นบริเวณกว้าง
แสงไฟปะปนกับควันดินปืนเข้มข้น พวยพุ่งเข้าท่วมพื้นที่แคบ ๆ ในพริบตา
ลู่หนิงยังไม่ทันได้ขยับหลบ ก็รู้สึกเหมือนภูเขาลูกหนึ่งถล่มลงมาทับศีรษะ
ดิน เศษหิน และท่อนไม้หัก ๆ นับหลายตันร่วงลงมาใส่เขาเต็ม ๆ
