เด็กพิเศษสองคนคุยกันถูกคอ กู้เหมียนเจอคนพูดมากกว่าตัวเองเป็นครั้งแรก เธอไม่คิดว่าข่งเหมี่ยวสาวน้อยท่าทางเรียบร้อยผมทรงเห็ดจะตื่นเต้นขนาดนี้เวลาพูดถึงเมชา
ตอนนี้ทั้งคู่เดินไปตามทางเข้าห้องเรียน กู้เหมียนอดหาวไม่ได้
“พวกเราต้องอยู่ห้องเดียวกันแน่” เธอพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ข่งเหมี่ยวก้มหน้าลงมองข้อความที่หานจิ้งซูส่งมา ห้องที่กล่าวถึงในนั้นตรงกับตารางเรียนของกู้เหมียนจริง ๆ
ชั้นปี 1 ห้อง 6
เธอหันมามองกู้เหมียน แต่กลับสงสัยเล็กน้อย “คุณมาโรงเรียนได้ปีนึงแล้วไม่ใช่เหรอ”
กู้เหมียนยักไหล่ “ก็ถูกจับจ้องเหมือนตัวประหลาดมาปีนึงน่ะสิ”
สภาพพลังจิตที่รุนแรงผิดปกติต้องใช้ยาควบคุมให้คงที่สักระยะหนึ่งก่อนจึงจะเข้าเรียนได้ตามปกติ
ข่งเหมี่ยวเข้าใจในทันที แล้วถามด้วยความเป็นห่วง “งั้นตอนนี้คุณบังคับเมชาได้ไม่มีปัญหาแล้วใช่ไหม”
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ฉันไม่ขับเมชาง่าย ๆ หรอก”
“ทำไมล่ะ”
“ฉันขี้เกียจน่ะ” กู้เหมียนตอบอย่างไม่อาย “ยังไงฉันก็เสียสติเอง ไม่มีใครมายุ่งกับฉันหรอก”
ข่งเหมี่ยว “...”
ข่งเหมี่ยวรู้สึกว่าเธอคงเสียสติไปแล้วจริง ๆ
ทั้งสองคนเดินคุยกันไปเรื่อยจนถึงห้องเรียน กว่าจะรู้ตัวว่าห้องนี้มีแค่พวกเธอสองคน
อาจารย์ที่ดูแลพวกเธอแซ่ลู่ ชื่อลู่จิ่นถง เป็นหญิงวัยกลางคนที่สง่างาม
“เพราะเปิดเทอมมาได้ครึ่งเดือนแล้ว วิชาของเด็กคนอื่นก็เรียนเลยไปเยอะแล้ว” ลู่จิ่นถงมองทั้งสองอย่างอ่อนโยน แล้วอธิบายอย่างใจเย็น “เราเลยจัดให้พวกเธอแยกออกมา จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องพื้นฐาน”
ข่งเหมี่ยวฟังออกว่าอาจารย์ผู้หญิงคนนี้ต้องการสื่อว่าโรงเรียนไม่ได้รังเกียจเด็กพิเศษ
กู้เหมียนก็ยอมรับคำอธิบายนี้
เธอเพิ่งได้ใบรายงานผลตรวจจากโรงพยาบาลเมื่อวานซืน ส่วนข่งเหมี่ยวเพิ่งมาโรงเรียนเมื่อวาน และนอกจากอาจารย์ที่ดูแลพวกเธอแล้ว ก็ไม่มีใครในโรงเรียนรู้ถึงสภาพพิเศษของพวกเธอ
นี่คือการปกป้องความเป็นส่วนตัวของพวกเธอ
“ไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ ต่อให้ตามหลังไปครึ่งเดือนพวกหนูก็ตามทันได้” กู้เหมียนรับช่วงพูดต่อ น้ำเสียงเหมือนไม่ยี่หระตามเคย “อาจารย์ สอนทฤษฎีเมชาบังคับมือให้พวกหนูก่อนเลยค่ะ”
ลู่จิ่นถงยิ้มอย่างสุขุม “อย่าเพิ่งรีบร้อน มาทดสอบวัดระดับก่อนเข้าเรียนก่อน”
เธอมีนักเรียนในความดูแลแค่สองคน จัดการสอนแบบตัวต่อตัวได้สบาย แต่ก่อนหน้านั้น ลู่จิ่นถงอยากรู้ข้อมูลพื้นฐานที่แท้จริงของเด็กทั้งสองก่อน
พอสิ้นเสียง ข่งเหมี่ยวก็รู้สึกว่าสมองกลแสงของตัวเองสั่นสะเทือน
ก้มลงมองก็เห็นลิงก์ทดสอบเด้งขึ้นมา ข่งเหมี่ยวรู้สึกประหลาดใจ เสียงของลู่จิ่นถงดังขึ้นเหนือศีรษะทันเวลา
“ข้อมูลช่องทางติดต่อของพวกเธอ ผู้ปกครองเป็นคนให้กับระบบงานทะเบียน หากไม่ได้รับลิงก์ทดสอบให้บอกครูหน่อย เดี๋ยวจัดการให้”
กู้เหมียนเหลือบมองข่งเหมี่ยว แล้วเคาะสมองกลแสงเบา ๆ เพื่อเป็นสัญญาณ
ข่งเหมี่ยวพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็เลื่อนหน้าจอเสมือนของข้อสอบออกมา เริ่มทำไปทีละข้อ
ข้อสอบมีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ดึงออกมาก็มีแค่ตัวเองที่มองเห็น
ต่างคนต่างทำ ลู่จิ่นถงก็นั่งอยู่ข้าง ๆ ตอบข้อความพลางมองดูสภาพของทั้งสองไปพลาง
กู้เหมียนเคยทดสอบมาแล้วครั้งหนึ่งตอนมาถึงโรงเรียนเมื่อปีก่อน ตอนนั้นเธอได้คะแนนเต็มอย่างสบาย ๆ
ส่วนตอนนี้กู้เหมียนก็ยังดูไม่ทุกข์ร้อน ข้อสอบนี่คงไม่มีอะไรที่เธอทำไม่ได้
ลู่จิ่นถงประเมินในใจแล้ว เปลี่ยนไปมองข่งเหมี่ยว
แค่ข้อมูลในแฟ้มที่เขียนว่า[เด็กเร่ร่อน][ค่าพลังจิตเป็น 0]สองข้อก็ทำให้ลู่จิ่นถงตัดสินเบื้องต้นได้แล้ว ยิ่งประกอบกับคำอธิบายของเสิ่นโยวหนิง ประสบการณ์เร่ร่อนทำให้ข่งเหมี่ยวไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องเมชาอย่างจริงจัง ลู่จิ่นถงคิดว่าเด็กคนนี้คงไม่มีทางออกกับข้อสอบชุดนี้เลย
แต่พอเงยหน้าขึ้นมอง ข่งเหมี่ยวทำข้อสอบได้เร็วไม่แพ้กู้เหมียน
นี่ทำให้ลู่จิ่นถงรู้สึกประหลาดใจ และก็ละอายใจ
เธอลำเอียงตัดสินไปก่อนได้อย่างไรกัน
ลบคำประเมินว่า[พื้นฐานอ่อน]ที่มีต่อข่งเหมี่ยวออกไปอย่างเงียบ ๆ ลู่จิ่นถงรอผลลัพธ์ที่ทั้งสองจะส่งมาอย่างใจเย็น
สิบนาทีต่อมา ข่งเหมี่ยวเป็นฝ่ายส่งกระดาษคำตอบก่อน จนกู้เหมียนที่อยู่ข้าง ๆ ยังมองมาอย่างประหลาดใจ
ลู่จิ่นถงยิ้มน้อย ๆ ส่งสัญญาณให้เธอพักตามสบายก่อน แล้วรับไฟล์ที่ข่งเหมี่ยวส่งมา เปิดดู
ข้างใน ข้อที่เกี่ยวกับเซนเซอร์เมชาไม่ได้ทำเลยสักข้อ
ลู่จิ่นถง “...”
ดูต่อ อีกครึ่งหนึ่งของข้อสอบเมชาบังคับมือ ข่งเหมี่ยวก็ไม่ได้ทำทั้งหมด เกือบว่างไปครึ่งหนึ่ง...แต่ในแง่ดี ข้อที่ข่งเหมี่ยวทำมาก็ยังถูกต้องทั้งหมด
ลู่จิ่นถงรู้สึกซับซ้อนใจ ถือโอกาสตอนที่กู้เหมียนยังไม่ส่งกระดาษคำตอบ เธอเรียกข่งเหมี่ยวมาอีกด้านหนึ่ง ถามเสียงเบา “ข้อสอบเซนเซอร์เมชา จงใจไม่ทำใช่ไหม”
ข่งเหมี่ยวพยักหน้า แววตาจริงใจมองลู่จิ่นถง “ใช่ค่ะ อาจารย์ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
ลู่จิ่นถง “...เปล่าหรอก แค่ ทำไมถึงไม่ทำล่ะ”
ข่งเหมี่ยวตอบอย่างซื่อตรง “หนูทำไม่เป็น”
เมื่อคืนเธอขอความรู้เรื่องเมชาบังคับมือจากกู้เหมียนไปเยอะมาก ส่วนเรื่องเซนเซอร์เมชาเธอไม่ค่อยสนใจเลยไม่ได้ถาม
เห็นลู่จิ่นถงดูจะนิ่งไปเล็กน้อย ข่งเหมี่ยวจึงพูดต่อ “อาจารย์คะ หนูเป็นคนปัญญาอ่อน หนูไม่เรียนเซนเซอร์เมชา”
ลู่จิ่นถง “...”
ก่อนจะได้เจอข่งเหมี่ยว ลู่จิ่นถงคิดว่าเด็กคนนี้คงเป็นเด็กที่จิตใจอ่อนไหว อารมณ์ไม่ค่อยดี แถมเป็นคนเก็บตัวและน่าสงสาร
แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ลู่จิ่นถงกว่าจะหาคำพูดมาได้ก็ครู่ใหญ่ “จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกนัก”
เธอยิ้มบาง ๆ ลูบผมสั้นของข่งเหมี่ยวเบา ๆ แล้วพูดว่า “หนูไม่เรียนเซนเซอร์เมชาตอนนี้ แต่คู่ต่อสู้ในอนาคตของหนูส่วนใหญ่ใช้เซนเซอร์เมชา บางครั้งการเข้าใจคู่ต่อสู้ก็เป็นวิชาหนึ่ง”
ข่งเหมี่ยวเข้าใจเหตุผลข้อนี้
แต่ตอนนี้เธออยากทุ่มเวลาไปกับเมชาบังคับมือ
เสิ่นโยวหนิงเคยบอกกับเธอว่า เมชาบังคับมือต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับรหัสคำสั่งมากกว่าเซนเซอร์เมชามาก นอกจากนี้เธอยังต้องเร่งเรียนทฤษฎีการต่อสู้จริงและการวิเคราะห์สถานการณ์ต่อสู้อีก...รวม ๆ แล้ว ข่งเหมี่ยวรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลาไปศึกษาเซนเซอร์เมชา
พอคิดได้ดังนั้น ข่งเหมี่ยวก็มองลู่จิ่นถง ใช้ความเงียบเป็นการแสดงจุดยืนของตน
ลู่จิ่นถง “...”
ตรงไปตรงมาชะมัด
...
“เด็กคนนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนปัญญาอ่อนเลยนะ” ลู่จิ่นถงนึกย้อนไปถึงตอนสายที่ข่งเหมี่ยวจ้องมองเธอนิ่ง ๆ แล้วก็เอ่ยข้อสงสัยที่หาได้ยาก “หรือว่าตอนตรวจสอบเครื่องมือมีปัญหา”
อีกด้านหนึ่ง เสิ่นโยวหนิงก้มตามองสมองกลแสง พอได้ยินดังนั้น เธอก็เล่าถึงพฤติกรรมประหลาดที่ต่างจากเด็กทั่วไปของข่งเหมี่ยวก่อนหน้านี้ให้ลู่จิ่นถงฟังอีกครั้ง
พอฟังจบ ลู่จิ่นถงก็เก็บข้อสงสัยไป
“มองอย่างนี้แล้ว ดูเหมือนเธอจะแตกต่างจากเด็กปกติจริง ๆ” เธอพูดแล้วก็ไม่คิดมากกับปัญหานี้อีก
คนปัญญาอ่อนก็มีหลายประเภท ส่วนข่งเหมี่ยวเห็นได้ชัดว่าเป็นพวกที่ค่าพลังจิตเป็น 0 แต่สมองยังพอคิดอะไรได้บ้าง นี่ก็นับว่าเป็นโชคดีในเคราะห์ร้ายแล้ว
“วันนี้คุณก็ได้สัมผัสกับเธอแล้ว เป็นยังไงบ้าง” เสิ่นโยวหนิงเลิกคิ้วเล็กน้อย เพิ่งจะนึกถึงหน้าที่ผู้ปกครองขึ้นมาทีหลัง “เธอเรียนไหวไหม”
“ในทางทฤษฎีก็ได้ แต่ภาคปฏิบัติคงต้องรอถึงเทอมหน้าโน่นถึงจะรู้ผล” ลู่จิ่นถงพูดพลาง ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เธอมองไปทางเสิ่นโยวหนิงอีกครั้ง รู้สึกประหลาดใจ “คุณจะเลี้ยงดูเธออย่างนั้นหรือ”
“ก็ไม่ถึงขั้นเลี้ยงดู” เสิ่นโยวหนิงหัวเราะตามสบาย “คุณก็รู้ ฉันไม่ได้แตะเมชามาหลายปีแล้ว”
“เธอชอบเมชามาก ในแง่หนึ่งก็นับว่าเป็นวาสนากับฉันเหมือนกัน”
ลู่จิ่นถงดูเหมือนจะจับอะไรได้บางอย่าง เธอลังเลครู่หนึ่ง กำลังจะถามตรง ๆ แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลังว่า “อาจารย์ลู่” สองครั้ง
เธอหันไป ก็พบกับสายตา “บังเอิญจัง” ของเด็กพิเศษทั้งสองคน
