แต่เขาไม่ได้ไตร่ตรองเรื่องนั้นลึกล้ำไปกว่านี้
หรงซูพูดต่อทันทีว่า “วันจันทร์พรุ่งนี้ ช่วงบ่ายมีเวลามั้ย เราไปที่สำนักทะเบียนราษฎร์กันล่วงหน้าดีกว่า ยังไงการยื่นก่อนสองเดือนก็น่าจะไม่เป็นไรใช่ไหม”
หลังจากเซ็นชื่อแล้วก็ยังต้องรอช่วงพินิจพิจารณาอีกหนึ่งเดือน ซึ่งนับวันก็ใกล้ถึงเวลาที่นางจะคลอดลูกเข้าทุกที
เซิ่งถิงเชินมองสบตานาง ท่าทีวางเฉยเยือกเย็นนั้น ในแววตามีแววพิจารณา พลางเบนสายตากลับแล้วว่า “ข้าบอกเวลาไหนก็คือเวลานั้น”
หรงซูหลุบตาลง ไม่เอ่ยอันใดอีก
รถมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเซิ่ง
ท่านหญิงผู้เฒ่าเซิ่งเรียกให้พวกเขากลับมาก็เพราะเรื่องเด็กในท้องหรงซูตามคาด
ตระกูลเซิ่งแรงหยางอ่อนหยิน
ท่านหญิงผู้เฒ่าเซิ่งมีบุตรชายใต้เข่าสองคน บุตรใหญ่เซิ่งเจิ้งชาง บุตรรองเซิ่งหานจาง
เซิ่งเจิ้งชางมีบุตรชายสองคน บุตรใหญ่เซิ่งถิงอวี้เมื่อไม่กี่ปีก่อนสมรสแล้ว มีบุตรฝาแฝดชายคู่หนึ่งปีนี้อายุห้าขวบ บุตรรองเซิ่งถิงเจ๋อปีนี้อายุ 24 ยังไม่แต่งงาน
เซิ่งหานจางมีเพียงเซิ่งถิงเชินบุตรชายเดียว
ดังนั้นที่หรงซูตั้งครรภ์บุตรสาว ท่านหญิงผู้เฒ่าเซิ่งและท่านปู่เซิ่งจึงล้วนยินดียิ่ง
“สมเป็นเรื่องน่ายินดีจริง ๆ เจ้าหนูน้อยผู้น่ารักคนนี้มา ผู้เฒ่าก็หายป่วย”
เห็นแม่สามีให้ความสำคัญกับเด็กในท้องหรงซูถึงเพียงนี้ เฉินอวี้หรงจึงพลอยคล้อยตามและพูดจาดี ๆ กับหรงซูอีกสองประโยค
หรงซูนั่งอยู่ข้าง ๆ ประพฤติตัวเรียบร้อยนอบน้อม
มองสภาพอ้วนท้วนก้มหน้าหลุบตาเชื่อฟังเช่นนั้นของนาง เฉินอวี้หรงมองอย่างไรก็ขัดหูขัดตา แต่เพราะติดเกรงหน้าท่านหญิงผู้เฒ่า นางจึงไม่แสดงออกมา
ท่านหญิงผู้เฒ่าเซิ่งอารมณ์ดี ยกกำไลหยกมรกตล้ำค่าให้แก่หรงซู
หรงซูรู้สึกท่วมท้นเกินคาดหมาย ลังเลปฏิเสธไม่ยอมรับ
เฉินอวี้หรงเอ่ยปากว่า “ท่านย่าให้เจ้า เจ้าก็รับไปเถอะ”
มารยาทตระกูลเล็กตระกูลน้อยนี้ สมแล้วที่ขึ้นหน้ากระดานไม่ติด
หรงซูล้มเลิกความตั้งใจ คล้องรับกำไลหยกมา “ขอบคุณท่านย่า”
“รักษาครรภ์ให้ดี ๆ นะ คลอดเจ้าหนูจ้ำม่ำออกมา”
หรงซูยิ้มรับพลางผงกศีรษะไปด้วย นางรู้ดีว่าท่านหญิงผู้เฒ่าเซิ่งดีต่อนางไม่ใช่เพราะตัวนางเอง
เดิมทีพวกนางกับเซิ่งถิงเชินจะอยู่กินข้าวเย็นที่เรือนหลวง
จนกระทั่งเซิ่งถิงเชินรับโทรศัพท์สายหนึ่ง
ในแววตาเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทะนุถนอมและอ่อนโยน
พวกเขาดูเหมือนได้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งไว้
เซิ่งถิงเชินเอ่ยปากเรียกชื่อสัตว์เลี้ยงอย่างอ่อนโยน ว่าเถียนเป่า
หากสมรสกับสตรีที่ตนรัก เขาคงจะเป็นบิดาที่ดีผู้หนึ่ง
“อืม เช่นนั้นข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
วางสายโทรศัพท์
เซิ่งถิงเชินหันหลังเดินออกจากระเบียง ก็พบกับหรงซูที่กำลังยืนอยู่ตรงนั้น หรงซูตกใจ เพิ่งตั้งสติไม่ได้ชั่วขณะหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองบุรุษ ก็เห็นสีหน้าเยือกเย็นเยียบของเขา
หัวอกนางวาบร้าวขึ้นมา รีบกล่าวว่า “ท่านย่าให้ท่านไปที่ห้องหนังสือ”
เซิ่งถิงเชินไม่พูดอะไร ก้าวเท้าเดินจากไป
หรงซูยืนอยู่ที่เดิม หัวใจควบคุมไม่ได้ เกิดความเจ็บรวดร้าวขึ้นมาแวบหนึ่ง
ไม่รู้นานเท่าใด นางจึงได้สติดึงกลับคืนมา
เซิ่งถิงเชินมาถึงห้องหนังสือ
ทั้งท่านหญิงผู้เฒ่าเซิ่งและท่านปู่เซิ่งอยู่ที่นั่นพร้อมกัน
“ถิงเชินเอ๊ย ท่านย่ารู้ว่าหลานไม่ชอบหรงซู แต่เด็กก็ใกล้จะคลอดแล้ว ด้านตัวหรงซูเองก็ดีเด่นอยู่มิใช่น้อย เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนชั้นนำ อุปนิสัยก็ว่านอนสอนง่าย ชีวิตสมรสของหลานต้องการความมั่นคง นางเป็นผู้ที่เหมาะจะสั่งสอนบุตรและดูแลสามียิ่งนัก”
เซิ่งถิงเชินไม่เอ่ยวาจา
ทว่าคิ้วที่ย่นมุ่นไม่พอใจแสดงอารมณ์ของเขาให้เห็นอย่างชัดแจ้ง
ท่านหญิงผู้เฒ่าเซิ่งจะดูไม่ออกได้อย่างไร ใบหน้าหร่งซูธรรมดาไปสักหน่อยจริง ๆ เมื่อยืนอยู่เคียงข้างหลานชายของนางดูไม่เข้ากันเลย
ท่านปู่เซิ่งเอ่ยปากว่า “ในเวลานี้ การสมรสของเจ้ายังไม่สมควรเปลี่ยนแปลง หากไม่ชอบ ก็ขอแค่เพียงนางไม่ทำเรื่องอะไรเกินเลยไป รั้งไว้ก่อนสักหนึ่งถึงสองปีเถิด”
ท่านหญิงผู้เฒ่าเซิ่งพลอยเอ่ยตามว่า “ใช่แล้ว ตอนนี้มีสายตามากน้อยจับจ้องเจ้าอยู่ รอคอยจับผิดเจ้า พอดีเลยให้เวลานางเลี้ยงดูเด็กจนแข็งแรงก่อน แล้วค่อยหย่า ก็ไม่สายไป”
“……”
เซิ่งถิงเชินนิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าล้ำลึกยากหยั่งว่าเขาคิดอะไรอยู่ กล่าวว่า “ท่านย่าท่านปู่ หลานทราบแล้ว”
หรงซูได้พบหน้าท่านหญิงผู้เฒ่าเซิ่งอีกครั้ง
ท่านหญิงผู้เฒ่าเซิ่งมองดูนางแล้วว่า “ทางบริษัทของถิงเชินกะทันหันมีธุระ เขาจึงไปก่อนแล้ว เดี๋ยวป้าจะให้คนขับรถไปส่งเจ้ากลับ”
หรงซูพยักหน้ารับ “เจ้าค่ะ”
ก่อนจะออกเดินทางในวันนั้น
ท่านหญิงผู้เฒ่าเซิ่งเตือนนางว่า “ถึงแม้จะตั้งครรภ์แล้ว ก็ยังต้องออกกำลังกายมาก ๆ ใส่ใจดูแลรักษาเนื้อตัวด้วยแต่หนหลัง ตอนแม่สามีของเจ้าท้องนั้น ไม่เพียงต้องติดตามสามีออกงานสังคม ยังต้องดูแลจัดการงานบ้านเรือนด้วย บางสิ่งได้มาง่ายดาย แต่หากหมายจะคว้าเอาไว้ให้มั่นคง ก็ไม่ง่ายเลย”
หรงซูเข้าใจความหมายในวาจาของท่านหญิงผู้เฒ่าในทันที
สะใภ้ของตระกูลเซิ่งจะเป็นกันได้ง่าย ๆ เสียที่ไหน หากต้องการให้ตำแหน่งของตนมั่นคง นางก็ต้องเปลี่ยนตัวเองในตอนนี้
และสภาพเช่นนี้ของนาง มีแต่จะทำให้เซิ่งถิงเชินขายหน้าโดยสิ้นเชิง
นางเคยคิดจะให้ตัวเองดีขึ้น ออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ลดน้ำหนัก แต่นางไร้กำลังใจ ขาดแรงใจที่จะยืนหยัดต่อไปได้ ทั้งกายทั้งใจอ่อนล้า ร่างกายยิ่งอ้วนท้วนขึ้นเรื่อย ๆ
ทว่าคำของท่านหญิงผู้เฒ่าเซิ่งก็ไม่ผิด นางไม่อาจจมอยู่ในห้วงโรยราเฉื่อยเน่าอย่างนี้ได้อีก แต่ไม่ใช่เพื่อเสริมตำแหน่งของตน หากเพื่อตัวของนางเองในวันหน้าต่างหาก
“ท่านย่า ข้าทราบแล้ว”
ยามวิกาล
ที่เกินคาดสำหรับหรงซูคือ บุรุษที่เอ่ยปากหย่ากับนางเมื่อเช้านี้ กลับมาบ้านอย่างไม่นึกฝัน
“ท่าน…”
“ต้มซุปสร่างเมาให้ข้าชามหนึ่ง เอาไปที่ห้องหนังสือ”
พูดจบ
เซิ่งถิงเชินก็ขึ้นบันไดไปยังห้องหนังสือ
หรงซูได้สติ เดินไปห้องครัว ต้มซุปสร่างเมาให้บุรุษชามหนึ่ง แล้วยกไปส่งที่ห้องหนังสือ
บุรุษพลิกดูเอกสารบนมือ คิ้วเฉียบคมเย็นชา ทั่วร่างแผ่รัศมีเย็นชาเหินห่างไม่แยแสผู้คน
นางมิได้รบกวนเขา หมุนตัวเดินออกจากห้องหนังสือ
ถึงแม้เขาจะกลับมา
ทั้งสองคนก็ยังแยกห้องนอน
บุรุษนอนห้องนอนใหญ่บนชั้นสอง
ส่วนนางนอนห้องรับรองบนชั้นหนึ่ง
วันถัดมา
เพราะเซิ่งถิงเชินอยู่บ้าน แม่บ้านจึงเตรียมอาหารเช้าอย่างเต็มอิ่ม
เขานั่งที่ตำแหน่งประธาน ไม่เห็นหรงซู
ก่อนหน้านี้ในยามที่เขาอยู่บ้าน
หรงซูไม่เพียงต้องรีดจัดเตรียมเสื้อผ้าที่เขาต้องสวมในวันรุ่งขึ้น ยังจะเตรียมอาหารเช้าให้เขาด้วยตนเอง เป็นภรรยาที่รู้หน้าที่และปฏิบัติตามหน้าที่จริงแท้
เพียงแต่เช้านี้ตื่นขึ้นมา ไม่เห็นเสื้อผ้าที่รีดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว อาหารเช้าก็เป็นแม่บ้านจัดเตรียม
“นางเล่า อยู่ที่ใด” เซิ่งถิงเชินถามขึ้นด้วยความไม่พอใจ
หลิวลี่หงส่งเสียงต่อว่าขึ้นมาทันทีว่า “ไปเรียกตั้งแต่เช้ามืดแล้ว นางก็เอาแต่ขี้เกียจไม่ยอมลุก ทุกวันต้องยกข้าวส่งให้ถึงในห้อง กับพวกเราก็ทำเมินเฉยไม่ยอมสนใจ ถามนางว่าอยากกินอะไร นางก็ไม่พูด พวกข้าก็ไม่ใช่พยาธิในท้องนางเสียหน่อย ก็แค่ตั้งท้องเท่านั้นเอง แต่ก่อนตอนฮูหยินตั้งครรภ์คุณชายใหญ่อย่างท่าน กับคุณท่านบิดาท่านก็ยังเอาใจใส่สุดจิตสุดใจ มาถึงนางที่นี่ กลับกลายเป็นมานั่งเสวยสุขจริง ๆ”
เซิ่งถิงเชินย่นคิ้ว แล้วว่า “ไปเรียกนางตื่น”
“เจ้าค่ะ”
หรงซูตื่นขึ้นตั้งแต่เนิ่นแล้ว เพียงแต่นางกำลังรอให้เซิ่งถิงเชินออกไปเท่านั้น
ในเวลานี้
หลิวลี่หงผลักประตูพรวดเข้ามา เห็นหรงซูกำลังนั่งอยู่บนโซฟา กล่าวด้วยความรังเกียจว่า “สมแล้วเป็นคุณหนูภรรยาคนใหญ่ ต้องให้คนมาเชื้อเชิญถึงที่รึ”
หรงซูเงยหน้าขึ้น เอ่ยเสียงแข็งว่า “ข้าไม่ใช่ หรือเจ้าคือ”
หลายเดือนมานี้ หรงซูเอาแต่ก้มหน้าหลุบตาไม่ส่งเสียง
หลิวลี่หงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่านางจะย้อนสวนตัวเอง
“พวกเจ้าต่อไปนี้ถ้ายังไม่รู้จักสูงต่ำกับข้าอีก ก็อย่าโทษข้าที่ต้องไปบอกท่านหญิงผู้เฒ่าว่าพวกเจ้าช่วงนี้ทำอะไรลงไปบ้าง”
อย่างไรก็กำลังจะหย่า นางก็ไม่มีอะไรต้องหวั่นเกรงอีกแล้ว ในสองเดือนที่เหลือ นางจะต้องทนอัดกลั้นอีกทำไม
หลิวลี่หงตาโต “เจ้า…”
เมื่อวานเฉินอวี้หรงโทรศัพท์บอกนาง ให้พวกนางดูแลอย่างดี ถึงแม้ว่าจะท้องบุตรสาว แต่นี่คือเด็กหญิงเพียงคนเดียวในสามรุ่นของตระกูลเซิ่ง นางก็แค่โชคดีที่ท้องบุตรสาว จึงได้รับการใส่ใจจากท่านหญิงผู้เฒ่าถึงเพียงนี้
หลิวลี่หงได้แต่กล้ำกลืนลมหายใจนี้ไว้ “คุณชายใหญ่นั่งรอท่านอยู่ที่ห้องอาหาร”
หรงซูประหลาดใจนัก
นางมาถึงห้องอาหาร
เซิ่งถิงเชินกำลังรับประทานอาหาร เขาเงยหน้ามองหรงซูแวบหนึ่ง สวมเสื้อคลุมตัวยาวผ้าถักสีขาว ผ้าเนื้อนั้นถูกสรีระเทอะทะของนางรัดจนผิดรูป ฝีเท้าแผ่วเบา ย่างเดินอุ้ยอ้าย ท้องที่โตจนเหมือนตั้งครรภ์หลายท้อง
หรงซูสัมผัสได้ถึงสายตาของบุรุษ จึงนั่งลงไกลจากเขาโดยอัตโนมัติ เพียงได้ยินเสียงของบุรุษไม่เย็นไม่ร้อนกล่าวว่า “ป้าหลิวพวกนางเป็นคนเก่าจากเรือนโน้น เจ้าจะบังคับให้พวกนางโอนอ่อนตามเจ้าทุกเรื่องไม่ได้ ก็แค่ตั้งท้องเท่านั้น ไม่ใช่เดินเหินไม่สะดวก”
ก็แค่ตั้งท้องเท่านั้นงั้นหรือ?
ใช่แล้ว!
เด็กที่มาโดยบังเอิญนี้ สำหรับเขาแล้ว บางทีก็หามีความหมายมากมายอันใดไม่
คำตักเตือนอย่างไร้เหตุผลของเขาครั้งนี้ ต้องเป็นหลิวลี่หงไปฟ้องใส่เขาเป็นแน่
นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก
“ในเมื่อพวกนางรังเกียจที่ต้องโอนอ่อนตามข้า ก็ไม่สู้ให้พวกนางกลับไปอยู่เรือนโน้นเสีย ข้าเองก็ยังดูแลตนเองได้”
หรงซูใช้ช้อนคนโจ๊กในชามอยู่ พลางเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยยิ่ง
อย่างไรอาหารนางก็ทำกินเอง เสื้อผ้านางซักเอง ห้องพักนางเก็บกวาดเอง มีก็แต่ตอนเซิ่งถิงเชินอยู่เท่านั้น พวกหล่อนถึงจะเสแสร้งแกล้งทำเป็นดี
เซิ่งถิงเชินขมวดคิ้ว
หรงซูรู้ดีว่านี่คือทีท่าว่าเขาไม่พอใจ
ไม่ว่าจะในงานหรือชีวิตส่วนตัว เซิ่งถิงเชินล้วนเป็นคนที่มีนิสัยบังคับครอบงำ มีอำนาจเด็ดขาดอย่างมาก ไม่อนุญาตให้ผู้ใดโต้แย้ง
“ข้ากำลังเตือนเจ้า ไม่ใช่ให้เจ้าออกความเห็น”
หรงซูก้มหน้าลง ไม่เอ่ยวาจาอีก
เซิ่งถิงเชินมองดูนางมีท่าทางซังกะตายไร้ชีวิตชีวา สีหน้าก็ยิ่งขรึมลงเรื่อย ๆ
จากนั้นออกคำสั่งแก่หลิวลี่หงพวกนางว่า ต่อไปนี้เรื่องของนางเองให้นางทำเอง ไม่ต้องคอยปรนนิบัติ
มือที่ถือตะเกียบของหรงซูอดไม่ได้ที่จะกำแน่นขึ้นมา
หลังอาหารเช้า
เซิ่งถิงเชินก็ออกไป
หรงซูไปมหาวิทยาลัย A
มาถึงห้องทำงานของเจียงหวยซวี่
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานผู้หนึ่ง ในชุดเต็มยศ สันจมูกสูงสวมแว่นตากรอบไร้กรอบ บุคลิกภาพสง่ามั่นคง
เจียงหวยซวี่ในปีนี้ก็แค่อายุ 27 ปีเท่านั้น เป็นศาสตราจารย์ขั้นเอกชนหนุ่มผู้เยาว์ที่สุดแห่งภาควิชาการเงินมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เป็นบุคคลระดับอัจฉริยะที่ชื่อเสียงก้องสะทัดในวงการการเงิน
นางยกมือขึ้นเคาะประตู