เช้ามืดเดือนสิบสอง ตอนตีห้าท้องฟ้ายังมืดสนิท บนถนนไร้ผู้คน ใต้แสงไฟถนนสีเหลืองสลัว กล้องวงจรปิดบันทึกภาพลมหนาวที่พัดกระโชก และกิ่งไม้แห้งใบไม้ร่วง
ตึกตัก... ตึกตัก...
เสียงฝีเท้าดังแผ่วเบามาจากที่ไกล ๆ ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางลมหนาวที่พัดหวีดหวิว แฝงความเย็นยะเยือกจนชวนให้เหงื่อเย็นผุดซึมกลางหลัง
เวลา 5 นาฬิกา 8 นาที เงาทอดยาวจากแสงไฟถนนก้าวออกมาทีละก้าว
กล้องวงจรปิดบันทึกภาพร่างของเธอไว้ได้ทั้งหมด แต่กลับไม่เห็นใบหน้า จนกระทั่งเธอเงยหน้าขึ้นหันเข้าหากล้องด้วยตัวเอง
ใบหน้าอ่อนเยาว์และสงบนิ่ง นั่นคือหลิวหลี ไม่ผิดแน่ จากจุดที่เธอยืนเดินลงไปอีก 7 นาที ก็จะถึงตึกที่เกิดเหตุ
หลังจากภาพนั้น เธอเดินเข้าไปในจุดอับของกล้องวงจรปิด จนถึงตอนนี้ เธอเป็นคนเดียวที่ไม่มีหลักฐานยืนยันช่วงเวลา แต่ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ และยังมีความแค้นกับผู้ตายอย่างโจวไห่สง
“ตรวจสอบเรื่องราวในอดีตของเธอหรือยัง?” หลินเยี่ยนหรูถาม “ที่เกิดเหตุถูกจัดการอย่างสะอาดหมดจดขนาดนี้ ไม่ว่าฆาตกรจะเป็นใคร ก็ไม่มีทางลงมือโดยพลการ ต้องวางแผนไว้ก่อนแน่”
“ตรวจแล้ว” จ้าวคุนตอบ “ทั้งประวัติการค้นหาในโทรศัพท์กับคอมพิวเตอร์ของหลิวหลี และเรื่องที่เธอทำมาตลอดหลายปีนี้ เราตรวจสอบหมดแล้ว”
หลินเยี่ยนหรูไล่ดูอย่างละเอียด ท่ามกลางประกาศหาห้องเช่าและรับสมัครงานจำนวนมาก มีข้อมูลหาห้องเช่าแถวชุมชนจิ้งฟางแขวงสาม ประกาศรับสมัครงานของบริษัทการค้านำเข้าและส่งออกไห่เหวย รวมถึงร้านหม้อไฟที่ตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมของสวนสาธารณะริมแม่น้ำเส้าสุย...
หลินเยี่ยนหรูส่ายหน้า “ประวัติการค้นหาเหล่านี้ใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ เพราะไม่ได้ชี้เฉพาะไปที่เธอคนเดียว”
หลิวหลีอธิบายได้เต็มปากว่าเธอค้นหาเพราะต้องการเช่าห้อง และต้องทำงานเลี้ยงตัวเอง
แม้ในประวัติการค้นหาของเธอจะมีข้อมูลทะเบียนบริษัทของบริษัทการค้าต่างประเทศไห่เหวยอยู่ด้วยก็ตาม
นิติบุคคลคือโจวไห่เหวย น้องชายฝาแฝดของโจวไห่สง และเป็นผู้กระทำผิดหลักคนที่สองในคดีทรมานสังหารหวังผิงเมื่อครั้งนั้น
ทุกวันนี้เขากลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งผลงานและชื่อเสียงในวงการล้วนดีเยี่ยม
ปีที่มารดาของสองพี่น้องเสียชีวิต โจวไห่เหวยกับโจวไห่สงแตกหักกันเพราะเรื่องบ้าน จนไม่ติดต่อไปมาหาสู่กันอีก ตอนโจวไห่สงเสียชีวิต เขาไปร่วมประชุมในวงการที่เมืองข้างเคียง
หลินเยี่ยนหรูกับจ้าวคุนไปที่บริษัทของโจวไห่เหวย
โจวไห่เหวยแต่งกายสุภาพ ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ทั่วทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เขากับโจวไห่สงมีหน้าตาและรูปร่างคล้ายกันมาก เพียงแต่ดูบึกบึนกว่าเล็กน้อย
คำให้การของเขาแทบไม่ต่างจากที่ตำรวจสืบมา ทั้งยังไม่ปิดบังเรื่องที่สองพี่น้องแตกหักกันเพราะเงินทอง
“พวกเราไม่มีเหตุผลต้องติดต่อกัน บ้านสองหลังยกให้เขาไปหมดแล้ว ผมก็เลยเลิกส่งเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ แม่ผมก็ช่วยเหลือเขาไม่ได้อีก” โจวไห่เหวยหัวเราะเยาะ “พอไม่มีเงิน เขาก็ไม่ก่อเรื่องอีก”
โจวไห่เหวยพูดฉะฉาน เสียงดังฟังชัด สีหน้าผ่อนคลาย
ด้านหลังโต๊ะทำงานของเขามีภาพเขียนพู่กันโบราณชิ้นหนึ่ง ดูจากคำลงนามแล้วเป็นผลงานของศิลปินมีชื่อเสียง แค่ชุดโต๊ะกับเก้าอี้ทำงานนี้ รวมถึงของตกแต่งภายในห้อง ก็คงมีมูลค่าราวหลักล้านแล้ว
โดยเฉพาะนาฬิกาบนข้อมือของเขา สัญลักษณ์โรเล็กซ์เด่นสะดุดตา มูลค่าของนาฬิกาเรือนนี้พอ ๆ กับบ้านหลังนั้นของโจวไห่สง
สองพี่น้องกำลังใช้ชีวิตที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
จู่ ๆ หลินเยี่ยนหรูก็ถามว่า “คุณโจว หลังจากนั้น คุณยังเคย...เล่นกับพี่ชายอีกไหม?”
สีหน้าของโจวไห่เหวยชะงักไปชั่วขณะ เขากล่าวอย่างเจ็บปวดว่า “คุณตำรวจ นี่เป็นมลทินเพียงอย่างเดียวในชีวิตผม ตอนนั้นผมยังเด็กเกินไป และถูกเขาชักจูงมากเกินไป”
หลังจากนั้นเขาก็แยกทางกับโจวไห่สง กลับตัวกลับใจ ตั้งใจทำความดี...
หลินเยี่ยนหรูนำภาพถ่ายของหลิวหลีไปปะปนกับภาพบรรดาเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวของโจวไห่สง แล้วให้โจวไห่เหวยช่วยระบุตัว
โจวไห่เหวยลังเลอยู่นาน ก่อนจะเลือกภาพของหลิวหลีออกมา
“เด็กสาวคนนี้ผมรู้สึกคุ้นหน้าอยู่บ้าง” เขาเคาะศีรษะตัวเอง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงนึกขึ้นได้ “ผมจำได้แล้ว”
“เมื่อ 10 ปีก่อน เธอเคยมีเรื่องกับพี่ชายผม”
“ตอนนั้นเธอถือมีด บอกว่าตัวเองอายุยังไม่ถึง 16 เป็นผู้เยาว์ ฆ่าคนแล้วไม่ต้องชดใช้ชีวิต”
