ทบทวนแผนในใจอีกรอบจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด อวิ๋นซูก็ยิ้มอย่างพอใจ ก่อนหันไปสั่งลุงจ้าวให้จัดชุดน้ำชายามบ่ายแบบเดียวกันอีกชุด แล้วถือไปที่บริษัทเพื่อเยี่ยมฉินเยี่ยนจิง
เธอขึ้นลิฟต์ผู้บริหาร ตรงไปถึงชั้นบนสุดอย่างราบรื่น
แต่ไม่คิดว่าจะมีคนมาขวางกลางทาง คนที่ขวางเธอไว้คืออันชีเยว่ซึ่งมีสีหน้ากระอักกระอ่วนและไม่สบายใจ
อวิ๋นซูยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนถามอย่างใจเย็นว่า “มีอะไรหรือ?”
อันชีเยว่พูดติดขัดเล็กน้อย “ฉัน... เมื่อกี้ฉันเห็นว่าในบัญชีมีเงินเพิ่มมา 5 ล้าน โทรไปถามฝ่ายบริการลูกค้า เขาบอกว่าคุณเป็นคนให้ฉันค่ะ”
อวิ๋นซูนึกขึ้นได้ จึงพยักหน้ายอมรับ “ใช่แล้ว วันนั้นคุณช่วยฉัน นี่เป็นค่าตอบแทน”
อันชีเยว่หน้าแดงก่ำ รีบโบกมือ “ฉันช่วยคุณโดยไม่ได้คิดจะเอาเงินของคุณเลยค่ะ”
“ฉันรู้ คุณไม่ได้หวังอะไรตอบแทน นั่นเป็นเพราะฉันตั้งใจให้เองต่างหาก” อวิ๋นซูยิ้ม ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว “สำหรับฉัน ทำดีย่อมได้ดี คนดีมีสิ่งดี ๆ ตอบแทนเสมอ คุณจะไม่รับก็ได้ แต่ฉันไม่ยอมไม่ให้หรอก”
อันชีเยว่ชะงักไป ก่อนหัวใจจะสั่นไหว ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกค่อย ๆ แผ่ซ่านขึ้นมา
อวิ๋นซูพูดต่อ “ฉันได้ยินผู้ช่วยหลี่บอกว่า คุณไม่ค่อยพอใจกับวุฒิการศึกษาของตัวเอง อยากเรียนต่อปริญญาโทกับปริญญาเอกใช่ไหม? พอมีเงินก้อนนี้แล้ว คุณก็จะได้ไล่ตามความฝันโดยไม่ต้องกังวลอะไรอีก แล้วยังวางแผนแบ่งส่วนหนึ่งไปให้แม่ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์ที่คุณอยู่ได้ด้วย”
“คุณเก่งและขยันมาก แค่ยังขาดโอกาสเท่านั้น ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว ไม่ต้องรู้สึกเป็นภาระ ทำทุกอย่างที่อยากทำได้เลย นี่คือสิ่งที่คุณสมควรได้รับ”
ดวงตาของอันชีเยว่เริ่มร้อนผ่าว ภาพตรงหน้าพร่าเลือน “แต่ว่า... มากเกินไปค่ะ”
“ไม่มากเลย สำหรับฉัน เงินแค่นี้ไม่ถือว่าเป็นอะไร ต่อให้ให้คุณมากกว่านี้ก็ยังได้ แต่ฉันคำนวณดูแล้ว เงินก้อนนี้ถือว่าเหลือเฟือสำหรับคุณ ให้มากไปกว่านี้กลับจะทำร้ายคุณเสียเปล่า” อวิ๋นซูตบไหล่เธอเบา ๆ น้ำเสียงแผ่วหวาน “ฉันเชื่อในตัวคุณนะ สู้ ๆ ล่ะ คนเก่ง”
